SPAN(NIELONG) #2

 

 

“ไอ่หนุ่ม เลิกกดโทรศัพท์เล่นก่อนเถอะ”

“ทำไมอ่ะครับลุง”อ๋องที่กำลังจั๊มพ์ๆสไลด์ๆไอ่คุ้กกี้วิ่งได้ถามลุงกลับไปทั้งที่ยังงงๆ

“มัวแต่ก้มหน้าเอ็งก็ไม่เห็นธรรมชาติสวยๆกันพอดี”

เออว่ะ..

เหมือนว่าจากถนนใหญ่ที่ขอติดรถลุงมา ยิ่งออกนอกเมืองเท่าไรมันก็ยิ่งเส้นเล็กลงเรื่อยๆแถมความกันดานก็เพิ่มขึ้นจนกลายเป็นถนนลูกรังทั้งหมด นั่งมาที่สะท้านไปถึงม้าม

“นู่น เอ็งมองไปทางขวาสิ ไอหนุ่ม”

“โหหหหหหหหห สวยอ่ะลุง”

“เห็นไหมล่ะ ถ้าเอ็งมัวแต่จิ้มมือถือเอ็งก็ไม่ได้เห็นหรอก”

 

คนที่ยังตื่นเต้นกับภาพที่เห็นพยักหน้ารับ เขาตั้งใจจะหันไปเรียกแดนที่คงจะหลับอยู่ให้ลุกขึ้นมาดูวิวสวยๆด้วยกัน แต่สิ่งที่พบมีเพียงน้องเดซี่กีต้าร์สุดที่รักที่ตั้งพิงกระจกรถอยู่

 

ชิบละ..

ไอ่อ้วนมันหายไปไหนเนี่ย?

ไม่ใช่ว่าตกเขาตายไปแล้วนะเว้ย

“ลุงๆ! จอดก่อนได้ป่ะครับ เพื่อนผมมันหายไปไหนไม่รู้อ่ะ”

 

อ๋องหันกลับมาตบเบาะคนขับถี่ๆก่อนที่ลุงเจ้าของรถจะรีบเหยียบเบรกเมื่อมองไปหลังกระบะไม่พบร่างของเด็กหนุ่มอีกคนที่ควรจะอยู่ตรงนั้นจริงๆ

 

“เอ้า แล้วมันหายไปไหนเนี่ย ขึ้นเขามาตั้งหลายลูกไม่ใช่ว่ามันกลิ้งลงดอยไปแล้วนะ”

คำพูดของลุงแกยิ่งทำให้คนที่มัวแต่นั่งเล่นเกมในตอนแรกใจเสียหนักกว่าเก่า เพราะเขาจำได้รางๆว่าทางที่ขึ้นมาก็ลำบากพอดูทั้งชันทั้งขรุขระทำเอาพลังชีวิตในเกมหมดไปสองรอบได้ บางทีมันอาจจะหลับไม่รู้เรื่องกลิ้งตกรถไปตอนนั้น คิดแล้วก็รู้สึกผิดที่มัวแต่ก้มหน้าจิ้มมือถือไม่สนใจเพื่อนมันที่ยอมไปนั่งกับกะหล่ำแทนเขา

ร่างโปร่งแทรกตัวออกจากเบาะหลังทันทีที่ประตูฝั่งคุณป้าเปิดออก อย่างน้อยก็เผื่อว่ามันเพิ่งกลิ้งตกไปได้ไม่นานแล้วยังพออยู่ในระยะสายตา

ให้ตายสิกูเห็นภาพที่มันเด้งออกจากรถเลยเนี้ย

ถ้ามีก็โชคดีเกินไปแล้ว ถึงจะรู้ก็เหอะว่าไม่น่ามีมันอยู่แถวนี้ แต่ขอโชคดีหน่อยไม่ได้รึไง

 

มาเที่ยวกับไอ่เชี่ยนี่มีแต่เรื่องซวย ไม่น่าตกลงมากับมันแต่แรกเลยปัญหาของเขารึก็ไม่ใช่ มันตั้งใจจะมาพิสูจน์ใจตัวเองแค่นั้นแหละ เขาก็แค่ไกด์นำทางพามันมาตามรอยหนังที่มันดันไปถูกใจประโยคหนึ่งเข้า

 

‘แพกลางน้ำ ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ กลางคืนมีแค่แสงดาวกับผืนน้ำ โคตรเหงา แต่ก็ทำให้รู้ว่าเราคิดถึงใคร’

นั่นแหละ จุดเริ่มต้นของทริปแผงๆของมันครั้งนี้ แล้วดูแม่งดิ หายไปไหนเนี่ยทิ้งให้เขายืนเคว้งอยู่คนเดียวเฉยเลย
คิดว่ากูกลัวไหมสัด ที่มึงหายไปแบบนี้ ..

แม่ง..

“เหี้ย!”

 

 

อ๋องผละถอยหลังออกมาสองสามก้าว เมื่อกองกะหล่ำบนหลังกระบะอยู่ดีๆก็ขยับแหวกออกเผยให้เห็นเพื่อนตัวโข่งที่ลุกขึ้นมาท่ามกลางพวกผักใบเขียว พูดง่ายๆคือมันโผล่มาเหมือนเป็นพรายกะหล่ำที่สิงอยู่ในนั้นมาแรมปี

 

แดนทำหน้ากึ่งหลับกึ่งตื่นอยู่กลางกองกะหล่ำก่อนจะประมวลผลคำถามในสมองออกมาเป็นคำพูดจนสำเร็จค่อยกับละเมอตอนนอนเหมือนที่มันชอบทำบ่อยๆ

 

“ถึงแล้วหรอว่ะ”

 

“ไอ่เชี่ยอ้วน!”

 

“อะไร? เรียกทำไม กูตื่นแล้ว” มันอ้าปากหาววอดแล้วทำท่าจะลงจากรถทันที จนคนที่วุ่นกับการวิ่งไปมาตามหามันตะกี้ ยกมือขึ้นหยุดเพื่อนตัวเองแทบไม่ทัน

“ยัง มันยังไม่ถึงเว้ย เขาจอดรถตามหามึงนั่นแหละใครใช้ให้ไปนอนใต้กองกะหล่ำว่ะแม่งรู้ป่ะ เขาวุ่นวายกันหมดละเนี่ย” อ๋องเอ็ดใส่เพื่อนตัวสูง

“กูก็นอนเฉยๆนี่แหละตื่นมากระหล่ำท่วมตัวไปหมด งงสัดๆ”

“..นึกว่าแม่งกลิ้งตกดอยตายห่าเป็นผีเฝ้าข้างทางไปละ” ผมบ่นพึมพำกับตัวเอง

แต่ก็ไม่พ้นหูคุณลุงเจ้าของรถที่อยู่ข้างๆกันจนคนสูงอายุที่สุดตรงนี้หลุดหัวเราะใส่มิตรภาพแปลกๆของเด็กสองคน

“ตะกี้มึงว่าไงนะอ๋อง”

“อะไร้? กูไม่ได้พูดอะไร้เลยยย” ผมกรอกตามองบน

“เนียนตายหล่ะมึงบ่นอะไรตะกี้ ทำไมลุงเขาต้องหัวเราะใส่กูด้วยอ่ะ” มือหนาชี้หน้าตัวเองแล้วเอียงหัวถามแบบที่คิดว่าคิขุสไตล์สุดๆมึงคิดว่าตัวเองหน้าเหมือนหมีคุมะหรอไอ่สัด

“เปล่า กูแค่บ่นว่าแบบ.. เออ อากาศบนดอยแม่งหนาวจนกูเริ่มคัดจมูกละ เออ แบบเนี้ยะ”ผมทำท่าถูจมูกประกอบ ไม่อยากจะอวดว่าเรียนการแสดงมาตอนประถม

แดนเพ่งตามองคนที่แถข้างๆคูๆเล็กน้อยก่อนจะปล่อยผ่านไป เพราะรู้ว่าคนอย่างไอ่อ๋องถ้าไม่เต็มใจต่อบอกรีดให้ตายมันก็แถได้จนสีข้างผุพัง แต่ก็ไม่วายตอกมุกกลับหยอกมันแบบที่เขาชอบทำ

“แดกยาด้วยละกันนะครับมึง กูเป็นห่วง”

“อ..เออ รู้แล้วหน่า”มันเรียกอารมณ์หงุดหงิดกลบเกลื่อน คงเป็นเพราะท่าทางที่เหมือนไปไม่เป็นของมันไม่ใช่ภาพที่หาดูได้ง่ายๆ

“ฮ่าๆ เขินกูเหรอ~ ”

“เขินก็เหี้ยละครับมึง เอ้ยใช่ มึงดูวิวตรงนู้นดิ้ สวยมากอ่ะ คุ้มค่ากับที่เราแม่งบุกป่าฝ่าดงกันมาเลย”

“ไหน” คนที่ยังคงนั่งจุมปุกอยู่บนกองกะหล่ำหันไปตามที่เพื่อนตัวโปร่งพยักเพยิดให้เขามองตาม และสิ่งที่เขาพบเห็นคือ..

สวย..

ช่องเขาที่แหวกออกมาราวกับเป็นม่านที่ถูกเปิดออกเพื่อให้เผยความสวยงามของอ่างเก็บน้ำที่ถูกแสงอาทิตย์ยามเช้าตกระทบ สะท้อนแสงนวลอาบไปทั่วก้อนเมฆที่ลอยต่ำและหมอกที่ลงในยามเช้า

แดนอ้าปากค้างกระพริบตาช้าลงเป็นจังหวะราวกับว่ารอบตัวถูกกดปุ่มสโลวโมชั่นไปเสียอย่างนั้น ก่อนจะหันกลับมาหาอีกคนที่ยืนยิ้มให้กับภาพเดียวกัน

ยิ้มแบบโคตรจริงใจเลย ยิ้มให้ภาพพระอาทิตย์ขึ้นระหว่างช่องเขาในหน้าหนาวที่มันชอบนักหนา ดูมีความสุขจนอดจะยิ้มตามไปด้วยอีกคนไม่ได้

“ถ่ายรูปกันไหมมึง” คนที่อยู่ท่ามกลางกองกะหล่ำถามขึ้นเรียกให้คนที่ดื่มด่ำกับธรรมชาติไปชั่วขณะกลับมาสนใจสิ่งที่พวกเขาควรจะทำกันตั้งนานแล้ว

“เอ่อเนาะ มึงถ่ายดิ” คนที่เพิ่งได้สติยิ้มรับคำชวน

“กูไม่มีกล้อง มึงถ่ายดิ”

“เอ้า! กูก็ไม่มี..”

“เอ้า.. ไรว่ะ ปกติมึงพกกล้องไม่ใช่หรออยู่ชมรมถ่ายภาพของมหาลัยฯซะเปล่า” มันขยี้ผมตัวเอง

“เอ้า! ก็น้องแคนของกูทรายติดอยู่หน้าเลนส์ตั้งแต่ไปทะเลกับพวกแจฮวานละไง กูจะแบกขึ้นมาเหนืออีกทำเพื่อ? มึงไม่น่าพูดถึงน้องเลยอ่ะแดน มึงรู้ป่ะว่าไม่มีน้องกูเหงามือขนาดไหนนน ฮืออ” คนเคยค้า ม้าเคยขี่ กล้องเคยมี หายไปมันก็เหงาเหมือนกันนะเว้ย

ที่เขาไม่บ่นไม่ใช่จะไม่คิดถึงน้องแคนของเขาสักหน่อย รู้ไหมว่าพอตัดใจว่าจะทิ้งน้องไว้ที่หอของมหาลัยเขานั่งซึมไปสองวันเชียวนะ

“งั้นก็ไม่ต้องถงต้องถ่ายมันละไอ่อ๋อง เดินทางต่อกันเลยเหอะ”

สิ้นคำของเพื่อนรักใบหน้าของชเวยองแจที่เคยยิ้มกว้างเมื่อไม่ถึงนาทีก่อนก็มู่ทู่ลงทันตาแล้วพลิกตัวกลับตั้งท่าจะแทรกตัวกลับเข้าไปนั่งในเบาะหลังเหมือนเดิม

หากแต่เมื่ออุ่นที่มีรอยเหี่ยวย่นตามวัยดึงแขนซีดๆของเขาเอาไว้ก่อน คนที่ถูกดึงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนเอ่ยถาม

“ครับ? ลุงมีอะไรรึเปล่า”

“มีสิ ลุงจะให้พวกเอ็งไปถ่ายรูปกัน”

“..? แต่พวกผมไม่มีกล้องนะลุง”

“เออ ข้าได้ยิน หูยังดีอยู่ ข้าก็ไม่ได้จะให้พวกเองถ่ายด้วยกล้อง ข้าจะให้พวกเอ็งใช้ความทรงจำถ่าย แบบนี้..”

จบคำมือเหี่ยวย่นที่ถูกใช้งานมาจนด้านดำทั้งสองข้างก็ประกอบกันด้วยนิ้วชี้แล้วนิ้วโป้งทั้งสองข้างเป็นกรอบสี่เหลี่ยมขนาดใกล้เคียงกับรูปถ่ายแล้ววางทาบลงบนวิวสวยงามตรงหน้าในมุมที่ต้องการก่อนเจ้าของภาพถ่ายความทรงจำใบนั้นจะยิ้มออกมาอย่างพอใจ

“…” พูดไม่ออก

“เอ้า ยืนบื้อทำไม อุตส่าต์สอนก็ทำสิ!”

ผมที่ทำอะไรไม่ถูกได้แต่เออออไปตามที่ลุงผู้มีพระคุณสั่ง เอานิ้วโป้งและนิ้วชี้มาประกอบกันทั้งสองข้างเป็นรูปสี่เหลี่ยม มองออกไปที่วิวไกลสุดลูกหูลูกตา หลบไปมองเพื่อนที่ยืนอยู่ข้างๆที่ก็ทำท่าเดียวกันแถมยังเอาหน้าเข้าออกๆคล้ายกับการซูมภาพเข้าออก อินเกินเบอร์มากๆ ดูมันเล่นเป็นเด็กปัญญาอ่อนแบบนี้ก็เพลินตาดีอย่างว่าแหละเห็นคนมีความสุขก็ดีกว่าที่ต้องมองดูตอนมันเศร้าแต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากปลอบใจมัน ผมหันกรอบสี่เหลี่ยมมาที่เพื่อนตัวสูง

แช๊ะ..

ดีจริงๆที่ได้มากลับมึง

 

“แหนะ แอบถ่ายคนหล่อหรอครับ บอกเลยค่าตัวกูแพงนะ” มันหันมากระตุกยิ้มโง่ๆ โชว์เหนือมาทางผม มึงนี้ไม่ขัดฟีลกูพักนาทีนี่จะลงไปชักตายก่อนไหม

“ถ่ายหมา”

“อ้าว ด่ากูอีกละ”

“กูไม่ได้ด่ามึงแต่ถ้าจะเอาหัวมารับเองก็เชิญ”

“โอ้ยยยยยยยยยยยย นี่อ่ะนะสามโล!!” อ๋องโอดครวญก่อนจะยืดขาออกมาแล้วกำมือทุบลงไปแรงๆหวังไล่ความปวดเมื่อยที่เกิดขึ้นจากการเดินตลอดเช้าจนถึงบ่ายเข้าไปแล้ว

อย่าถามว่าทำไม.. เพราะอ๋องจะจี๊ดดด!

เพิ่งเข้าใจคำว่า ’กิโลแม้ว’ก็วันนี้แหละ..

พอพวกเขาลงจากรถคุณลุงที่ขึ้นไปส่งกะหล่ำให้หมู่บ้านแม้วก็พากันไปถามหาบ้านลุงหนานอ้ายที่ให้เช่าบ้านเรือนแพอยู่อ่างเก็บน้ำทันทีโดยมีไอ่แดนอาสาไปถามทางให้แล้วพวกนั้นก็พูดกันอยู่สักพักด้วยภาษาที่ผมฟังไม่เข้าใจ คือมันฟังยากกว่าที่ไอ่แดนชอบบ่นอยู่บ่อยๆซะอีก แล้วก็ได้ความมาว่า

‘พี่เขาบอกว่าเดินไปตามทางเดินตรงท้ายหมู่บ้านจะไวกว่าเดินเลาะถนนสายหลักว่ะ สักสามสี่โลก็ถึง’

แล้วขาจรอย่างพวกผมทั้งสองคนก็แบกสัมภาระขึ้นบ่ามุ่งหน้าไปตามทางทันที ผ่านไปได้สักพักก็เริ่มรู้สึกว่ามันแปลกๆ แค่สามกิโลทำไมมันไม่ถึงสักที ก้มลงดูนาฬิกาก็พบว่าเวลาผ่านมาจนเข็มสั้นจวนจะเกยเลขหนึ่งอยู่แล้ว เสี้ยวของอ่างเก็บน้ำยังมองไม่เห็นด้วยซ้ำ เลยหันไปถามเอาความกับคนที่เดินหอบอยู่ข้างๆแทน โชคดีที่ตอนนี้เป็นฤดูหนาวและอากาศบนดอยในภาคเหนือก็ค่อนข้างเย็นเลยทำให้อย่างน้อยมันก็ไม่เสียพลังงานจนต้องให้ผมแบกมันขึ้นหลัง

‘ไอ่อ้วนไหนมึงบอกสามสี่โลถึงไง นี่เราเดินข้ามเขามาสี่ห้าลูกแล้วนะเว้ย ’

‘หก กูนับอยู่ แฮ่ก.. เหนื่อยว่ะ ดีนะไม่ร้อนอีกไม่งั้นกูตายกลางป่าแน่อ่ะ’ มันว่าพลางยกน้ำในกระติกสีชมพูหวานแหววที่ดูกี่ที่ก็รู้สึกได้ถึงความตอแหลของมันขึ้นมากระดกดื่มแล้วเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

‘เออ กูสารภาพ กูก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเขาพูดว่าสามสี่โลหรือสามสิบโล..’

ไอ่ห่า.. ตึ๊บเลยว่ะ …

นั่นแหละสาเหตุที่พวกเขามาถึงบ้านลุงหนานอ้ายกันเอาป่านนี้..

 

บ้านของลุงหนานอ้ายอยู่บนเนินสูงที่มองลงมาเห็นอ่างเก็บน้ำกว้างสุดลูกหูลูกตาถูกล้อมกรอบด้วยภูเขาลาดที่ชาวบ้านแถวนี้ใช้เลี้ยงสัตว์ จากชานหน้าบ้านของลุงแกจะเห็นว่าน้ำจากอ่างเก็บน้ำจะถูกเชื่อมกับแม่น้ำปิงเพื่อส่งต่อไปยังเขื่อนใหญ่ด้านล่างซึ่งไกลอยู่พอสมควรไม่สามารถมองเห็นได้จะตรงนี้

 

“อ่ะนี่น้ำท่ากินกันซะ นี่พวกเอ็งคือไอ่หนูจากกรุงเทพฯที่โทรมาจองแพลุงไว้เมื่อสามวันก่อนใช่ไหม” ลุงหนานอ้ายยกสลุงเงินมาวางให้ที่โต๊ะไม้ข้างๆคนที่นั่งดัดหลังตัวเองอยู่กับเสาบ้านของลุงแก ทำให้คนตัวโปร่งชะงักทำหน้าเหวอไปเสียชั่วขณะเมื่อเขาไม่ได้เป็นคนโทรมาจองเรือนแพในวันนั้น

“อ่อใช่ลุง ผมเป็นคนโทรมาจองเอง” แต่เป็นอีกคนที่นั่งอยู่มุมตรงข้ามเอ่ยขึ้นมาแทน

“ดีๆไอ่หนุ่มหัวชมพู แพของเอ็งน่ะ ลุงเตรียมไว้ให้แล้วเดี๋ยวก็ขนของลงไปได้เลย ลุงจะไปเตรียมเรือยาวลากแพพวกเอ็งไปผูกไว้กลางแก่ง”

“ได้เลยลุง แล้วพวกอาหารการกินอ่ะพวกผมจะทำยังไง แถวนี้ก็คง..ไม่มีร้านสะดวกซื้ออ่ะนะ”

“ไม่ต้องห่วงไปเมียลุงจะทำให้ พวกเอ็งเขียนมาละกันว่าจะกินอะไร ข้าจะขับเรือเอาไปส่งให้วันละสามมื้อ”

“โหย ขอบคุณมากครับลุง” คนที่รู้ว่าตัวเองสบายแล้วหลังจากมีอาหารสามมื้อให้กินแม้จะอยู่กลางป่ากลางดอยแหกปากยิ้มอย่างเริงร่าจนน่าหมั่นไส้ ก่อนจะโดนมือเรียวข้างที่ยังว่างอยู่จากการแบกสัมภาระของไอ่อ๋องลากคอให้ไปช่วยกันขนของลงแพก่อนจะเย็นย่ำไปกว่านี้
ไม่ได้เป็นคนกระตือรือร้นอะไรหรอกนะ แต่เขาเหนื่อยมาก โคตรของโคตร แดนแม่งเป็นนักกีฬาบาสมันยังบอกว่าตัวเองล้าจนทุบๆบ่นๆตัวเองมาตลอดทางเลย แล้วกับคนที่ปกติหมกตัวอยู่แต่ในหอแกะคอร์ดกีตาร์กับเดินวัดแสงเตาะแตะถ่ายภาพเล่นไปวันๆอย่างเขาล่ะ?

สภาพแม่งเหมือนคนพยายามทรมาณตัวเองให้ตาย แต่ไม่ตาย..

 

ที่นอนอยู่ไหน

น้ำอุ่นๆอยู่ไหน

ผ้าห่มหนาๆให้ซุก

อ่า อากาศแบบนี้ต้องหลับสบายแน่ๆเลย..

“ไอ่อ๋องระวัง!”

“เห้ย..”

คนที่มัวเพ้อฝันถึงความฟินต่างๆนานาถึงกับร้องเสียงหลงเมื่อเท้าข้างหนึ่งของตัวเองตกลงไปในช่องของสะพานที่ไม้ไผ่แตกออกเป็นซี่ ครั้นจะดึงออกเศษไม้ไผ่ที่ว่าก็เหมือนจะรวมใจกับทั้งบาดทั้งแทงตีนเขาซะนี่

ซวยตั้งแต่ต้นทริปนะครับผม.. ไม่สิต้องบอกว่าซวยมาทั้งทริปเลยต่างหากถึงจะถูก

 

ลองขยับดูสักทีก็

แคร่ก..

 

ไอ่เหี้ยเจ็บ ฮือออ ร้องไห้ได้ป่ะ

ตอนนี้น้ำหนักกดทับจากสัมภาระยิ่งทำให้การเอาเท้าออกมาจากช่องนั้นช่างยากเย็น เพื่อนฝูงหรอ? หลังจากร้องเตือนมันก็กระโดดข้ามขาเดินดุ่มๆเข้าบ้านแพไปเฉ๊ยยย ไอ่เพื่อนชั่ว หน้าหมาแล้วยังใจหมาอีก!

หลังจากพยายามดึงๆอยู่นานก็หมดแรงแซนวิชเมื่อเช้า ทรุดนั่งลงกับสะพานแม่งเลย เสื้อผ้าในกระเป๋าก็โยนไว้ข้างตัวแบบส่งๆเว้นก็แต่น้องเดซี่กีตาร์สุดรักที่ยังเสียสละมือข้างหนึ่งไปกอดมันไว้ส่วนมืออีกข้างก็พยายามยืดไปแงะเท้าตัวเองให้หลุดออกมา ก่อนคนที่หายหัวเข้าไปตั้งนานจะเดินกลับมาหาตรงที่เดิม แม่งเพิ่งรู้ตัวรึไงว่ะว่าเพื่อนหายอ่ะ ไอ่เวรนี่

“ส่งกระเป๋ามาดิอ๋อง ทำหน้างอแล้วได้เหี้ยไรขึ้นมา เจ็บก็ทนหน่อย”

“มึงก็พูดได้ดิว่ะ มาลองเป็นกูไหมล่ะ?” คนที่ยังจัดการกับเท้าตัวเองไม่ได้เถียงขึ้นทันควันก่อนจะร้องงอแงเสียงดัง “อ้ากกกกก รองเท้ากูร่วงไปละอ่ะ คู่นั้นแพงด้วยนะ..”

“ช่างแม่งเหอะน่า เดี๋ยวกูให้ยืม แล้วก็ส่งกีตาร์ของมึงมาได้ละอ๋อง กูจะได้เอาไปเก็บให้”

“ไม่เป็นไรกูถือเดซี่เองได้ มึงแม่งช่วยกูออกไปก่อนดีป่ะ ขนของทำเชี่ยไร ของมันสำคัญนักรึไงว่ะ?”อ๋องเริ่มหงุดหงิดขึ้นอีกครั้งเมื่อคนที่มาด้วยกันไปให้ความสนใจกับของเสียมากกว่าสภาพของตัวเขา แต่อีกคนกลับไม่มีการตอบรับใดใดออกมานอกจากกลับเข้าไปเก็บของเท่าที่มีตามเดิมก่อนจะเดินออกมาอีกครั้งพร้อมอุปกรณ์ช่วยเหลือเพื่อนขี้บ่นที่ติดแหงกอยู่

“ไอ่ห่าอ้วน มึงเอาขวานมาทำไม!”

จะสับขากูเรอะ หรือจะถล่มสะพานเขา ไอ่สัส เว่อร์เกินงามมาก กูบ่นนี่แค่ให้มึงมาดึงกูขึ้นกูก็พอใจละนะ ถ่างรูไม้ไผ่ให้ยังไม่หวังให้มึงทำเล้ยยยย

“เงียบไปเหอะน่ามึงอ่ะ บ่นมากจริง มึงเป็นผู้ชายหรือว่าผู้หญิงวะเนี้ย แม่กูยังบ่นไม่เยอะเท่ามึงเลย”มันพูดพร้อมกับง้างขวานขึ้นมา

“มึงจะทำอะไร!?”

“เงียบเถอะน่า เจ็บนิดหน่อยนะ หนึ่ง … สอง…. ซั่ม !!”

 

เชี้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

 

TBC.

 

ps. ต้องเขียนให้จบ /สะกดจิตตัวเอง

Advertisements

SPAN(NIELONG) #1

 

span2

story by chip&dale

 

 

 

 

 

“น้ำมันใกล้หมดยัง”

“ยัง เหลืออีกเกินครึ่ง”

“แปลว่าพร่องไปเยอะละ แวะเติมเผื่อไว้ก่อนป่ะ เนี่ยปั๊มนี้เลย เลี้ยวๆๆๆ” ผมตบแขนไอ่แดนที่กำลังขับรถรัวๆ เมื่อเห็นปั้มน้ำมันข้างหน้า

(เสียงบีบแตร)

“บ่ะฮ่านิ! ละคิงมาบอกฮาหยังตอนนี้ ไผไปเลี้ยวตันวะ บอกหื้อเข้าตั๊ดตางออกพอดีเนี้ย”
(ไอ่ห่านี่ ละมึงมาบอกกูทำไมตอนนี้ ใครจะไปเลี้ยวทันวะ บอกให้เข้าตรงทางออกพอดีเนี้ย)

“เชี่ย ละทำไมมึงไม่เลี้ยวอ่ะ ” ผมจับแขนมันแล้วบีบแรงๆ

“ละคิงไค่ตายก๋า? รอปั๊มหน้าเฮาก่อยเติมก่อได้” (ละมึงอยากตายหรอ รอปั๊มหน้าเราค่อยเติมก็ได้)

“เข้าปั๊มตะกี้ไม่ได้หรอวะ เลยมานิดเดียวเอง”

“น้ำมันก่อเหลือแหมจั๊ดนัก ปั๊มหน้าเตอะ น้ำมันขนาดนี้ขับขึ้นยอดดอยเต่ายังไหวเล้ย”
(น้ำมันก็เหลืออีกตั้งเยอะปั๊มหน้าเถอะ น้ำมันขนาดนี้ขับขึ้นยอดดอยเต่าก็ยังไหว)

“แต่กูไม่ไหวแล้ว”

“…?” เสียงยานคางจากเบาะข้างๆสื่อนัยความที่เหมือนจะไม่เกี่ยวกับบทสนธนาก่อนหน้า เรียกให้แดนต้องหันไปมองตัวต้นเหตุที่ตอนนี้นั่งเกร็งตัว ชิดติดกับประตูรถอีกฝั่งไปแล้ว

“มึงเป็นไรเนี่ย?”

“…”

“นั่งหนีบไข่ทำไม?”

“..ถามมาได้! กูปวดเยี่ยวจะตายห่าละเนี่ย” นี่กูอุตส่าต์ใบ้ให้มึงตั้งหลายรอบแล้ว ไอ่เพื่อนเวร ไอ่โง่

“เอ้า แล้วก็ไม่บอก สมน้ำหน้า ท่ามากนักนะมึง”

“กูให้มึงเพิ่มอีกท่าเลย ถ้าไม่หาที่ให้กูเยี่ยวตอนนี้ กูจะเยี่ยวใส่รถมึงนี่แหละ ”

“ไอ่สัด!! ซกมก อย่ามาเยี่ยวใส่รถกูนะเว้ย ผ่อนยังผ่อนไม่หมดเลย ” มือใหญ่ดึงมือของเพื่อนสนิทที่ตั้งท่าจะรูดซิปกางเกงเอาไว้ มืออีกข้างจับพวงมาลัยรถแน่นพลางเหลือบมองทางสลับกับคนสร้างปัญหาที่ยังคงตั้งท่าจะฉี่ใส่รถเขา มันจะฉี่แบ่งอาณาเขตรึไงวะ รออีกนิดหนึ่งก็ไม่ได้

“ไอ่อ้วนมึง เลี้ยว!” อีกคนฟาดไปที่ไหล่ของอีกคนพร้อมกับตะโกนไปด้วย

“ไอ่เชี่ย!!!”

 

(เสียงเบรครถ)

 

-ไอ่รถเวร ซื้อใบขับขี่มารึไงวะ-

 

คนนั่งชิดริมหน้าต่างหันมองตามเสียงที่ตะโกนด่าไล่หลังมา ลุงแก่ๆขับมอเตอร์ไซต์รุ่นอนุรักษ์ที่ท้ายรถเป็นตะกร้าใส่หน่อไม้มากมายแต่มีส่วนหนึ่งตกลงไประเนระนาดอยู่ที่พื้น ไม่ต้องเดาก็ได้ว่าฝีมือรถพวกผมไปเบียดจนรถล้มเสียหลักแน่นอน

 

แต่อารมณ์นี้ฉี่มาจ่อหน้าท่อประปาแล้วครับ เรื่องกระเพราะปัสสาวะเรื่องใหญ่..

 

ขอโทษละกันนะลุงนะ..

 

“เอ้ามึง รีบลงไปเยี่ยวเลย เดี๋ยวกูไปมินิมาร์ท หาซื้อไรมาตุนไว้แดกกลางทางก่อน” ไอ่อ้วนดับเครื่องหน้ามินิมาร์ท

“เออ เอาเลย์ซองใหญ่มาด้วยนะเว้ย”

“เออๆๆ ”

หลังจากที่ผมได้ปลดปล่อยเต็มที่แล้ว ผมก็เดินไปหาเพื่อนสนิทที่กำลังยื่นคิดเงินขนมที่มันโกยมาเป็นกองพะเนินอยู่

“ไม่เยอะไปหรอวะ” มองจากจำนวนราคาไม่น่าจะตำกว่าพัน

“แค่นี้ ไม่เกินชั่วโมงก็หมดแ]hว” ถามจริงมึงกินหรือสูบ? ไม่แปลกใจกับหน้าบานๆของมันเลยจริงๆ

“เลย์กูล่ะ?”

“ซื้อมาละน่า ไม่ลืมหรอก” มันดึงถุงออกมาโชว์ว่าไม่ได้ลืมจริงๆ

มันว่าแล้วยักคิ้วยึกๆกวนประสาทใส่ ยังไม่พอยังยัดอภิมหาถุงขนมใส่มือผมอีก คงถือว่าเจียดเงินเลี้ยงขนมแล้วจะใช้กันได้สินะ ดูมันจะซื้ออะไรมากเยอะแยะวะเนี้ยหนักจนไหล่จะทรุดอยู่ละ อ๋องเดินถือถุงขนมพลางบ่นพึมพำคนเดียวตามหลังเพื่อนที่เดินตัวลอยถือแค่กุญแจรถหมุนติ้วๆอย่างมีความสุข แต่อยู่ๆมันก็หยุดเดินแบบกะทันหันทำให้ผมที่เดินหลังมันอยู่ชนแทบจะร่วงลงไปจูบพื้นฟุตบาท

 

“ไอ่อ้วนมึงจะหยุดเดินทำไมวะไอ่สัด..”

“เชี่ยยยยย รถกู รถกู ล้อแมกซ์กู ใครมาเจาะว่ะ! ดูดิสี่ล้อเลย”

 

ห้ะ รถโดนเจาะยาง

 

 

 

รถโดนเจาะยาง..

 

“แม่งแค้นไรมาวะห้ะ” แดนเดินไปมองสภาพรถที่เพิ่งถอดออกจากศูนย์ขนาดป้ายแดงยังสะอาดๆอยู่เลย ตอนนี้ดูดิยางแม่งเหี่ยวทั้งสี่ล้อ เหี่ยวเหมือนหน้ากูตอนนี้เลย ชีวิตช่างชิบหายพูดแล้วอยากจะทรุด

รถ..

 

โดน..

 

เจาะ..

 

“กูไปชนหมามึงตายมารึไงงงง”

.

.

ยาง!!!

“อ้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก มึงจะไปชนใครมาก็ช่าง จะหมา จะลุงขับรถขนหน่อไม้ กูไม่รู้กับมึง แต่เราจะไปกันต่อยังไงอันนี้กูต้องได้คำตอบ แดน มึงเป็นคนท้องถิ่นมึงรู้ใช่ไหมว่าต้องทำยังไงต่อ?”

“…กูไม่รู้”

“นั่นไงกูว่าแล้วว่ามึงต้องรู้”

“..กูไม่รู้”

“ห้ะ? มึงว่าอะไรนะเอาใหม่ดิ้”

“ไอ่อ๋อง อ่านปากกูนะ ว่า กู! ไม่! รู้!” คนตัวโตกว่าใช้มือทั้งสองข้างจับหัวของเพื่อนสนิทที่ดูจะสติหลุดกว่าเจ้าของรถที่เจาะยางแบบทำโฮมรันสี่ยางรวดแล้วขยับปากพูดช้าๆชัดๆทุกถ้อยคำ

“…”

“…”

คนที่ได้รับคำตอกย้ำจากเพื่อนซี้ถึงกับหน้าซีด คอตกด้วยความสิ้นหวัง อุตส่าห์ถ่อมาเที่ยวตั้งไกลมากับเจ้าบ้านซะดิบดีแต่แม่งช่วยไรไม่ได้เลยเนี่ย
“เฮ้อ..”

 

เสียงถอนหายใจหนักๆราวกับว่าหมดสิ้นแล้วทุกสิ่งอย่างเรียกอ๋องให้หันไปมองเพื่อนตัวโข่งที่ตอนนี้ทำหน้าเหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่างทรุดนั่งลงกับฟุตบาทหน้ามินิมาร์ท

 

แล้วดูมัน

 

ทำหน้าเป็นหมาหงอยซะน่าสงสารเลยนะมึง..

 

นั่น.. เขี่ยดินอีก กดดันกูอยู่ใช่ไหมเนี่ยได้ข่าวว่ามึงเป็นคนเชียงใหม่ไม่ใช่หรอ
“เออก็ได้วะ มันต้องมีทางออกดิ…. ป่ะ ไปโบกรถกัน” อ๋องพูดขึ้นมาด้วยรอยยิ้มพร้อมยื่นมือให้คนตรงหน้าใช้ดึงเพื่อฉุดตัวเองลุกขึ้น แต่กลับไม่เป็นแบบนั้นเมื่อมันกลับปัดมือทิ้งซะแทน

“ใครมันจะจอดให้คนแปลกหน้าขึ้นวะ มึงดูหนังมากเกินไปป่ะเนี้ย” อีกคนพูดอย่างหัวเสีย

“มีดิ คนต่างจังหวัดใจดีจะตาย คนบ้านมึงอะ มึงไม่เชื่อหรอ”

คนที่ยังนั่งอยู่เหลือบตาขึ้นมองเพื่อนรักที่ชวนเขาไปโบกรถด้วยหน้าตาเชื่อมั่นนักหนา มันจะมีจริงๆหรอคนที่ใจดีถึงขั้นจอดให้คนไม่รู้จักขึ้นรถโดยไม่กลัวว่าเขาอาจจะมาปล้นก็ได้

 

“…”

 

“เชื่อกูดิไอ่แดน ต้องมีคนจอดให้เราสักคันแหละ” มันยังคงแย้งราวกับรู้ว่าผมคิดยังไงอยู่ ตาที่ออกกวนๆประสาทมองมาเหมือนเรียกร้องให้ผมเชื่อในคำพูดมันโดยไร้ซึ่งคำพูดอื่นใด

“…”

“…”

“ลุกขึ้นมา..” ผมชักมือที่ยื่นออกไปกลับ

“ไหนล่ะมือ”

“…?”

“ตะกี้มึงยังจะดึงกูลุกอยู่เลยไม่ใช่หรอ?”

“เห็นหน้ามึงแล้วหมั่นไส้ ลุกเองดิ ไม่ได้เป็นง่อยนิ” มันกรอกตามองผมและดันตัวลุกขึ้นเอง

“ปากดีนะมึง”

แดนคิดอยู่ในใจถึงอย่างนั้นก็เหอะ ตอนนี้เราก็แม่งไม่มีอะไรจะเสียแล้วปะวะ ลองกับไอ่อ๋อง มันหน่อยก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจดี ถึงจะเป็นคนแถวนี้ก็เถอะได้กลับบ้านปีละสองครั้งเองกูก็ลืมไปหมดแล้วเปล่าวะ ตอนอยู่บ้านกูก็ไม่ค่อยได้ไปไหนด้วย

 

“ได้! แต่มึงต้องเป็นคนโบกนะเว้ย” แดนกระตุกยิ้มกวนประสาทให้กับผม

“เออ กูโบกเอง หล่องี้จอดตั้งแต่คันแรกไม่เชื่อคอยดู” อ๋องยิ้มกระตุกยิ้มโชว์ความเหนือได้อย่างหน้าหมั่นไส้

“เอ่อได้.. แล้วกูจะคอยดู”
“ไอ่แดน คนบ้านมึงทำไมใจร้ายจังวะ ไม่เห็นจอดสักคันเลย”

ไอ่อ๋องเดินเข้ามาข้างทางที่ผมนั่งอยู่พร้อมกองสัมภาระจำนวนหนึ่งเฉพาะที่จำเป็นต้องเอาไปจริงๆ แล้วทิ้งเสื้อผ้าบางส่วนไว้บนรถที่นี่ซึ่งผมไปคุยกับเจ้าของปั๊มไว้แล้วว่าขอฝากไว้สักอาทิตย์ เจ้าของปั๊มก็ใจดีไม่ว่าอะไร แต่เขาไม่สามารถไปส่งเราถึงที่พักได้เพราะมันออกนอกเมืองไปไกลมาก อย่างน้อยเขาก็ให้เด็กปั๊มไปส่งผมกับไอ่อ๋องถึงถนนใหญ่ที่รถผ่านเยอะพอให้โบกก็ดีมากแล้ว

 

“กูโบกมาสิบนาทีแล้วนะเว้ยไม่จอดสักคัน ไหนบอกว่าคนต่างจังหวัดใจดีไงวะ” มันฟึดฟัดแล้วก็ทิ้งตัวนั่งข้างๆ พลางทำหน้าบูดบึ้งไปด้วย เหอะ น่ารักตายแหละมึงปวดขี้หรืออะไร

“แล้วมึงโบกยังไงตั้งเป็นสิบนาทีไม่จอดสักคัน”

“ก็.. แบบนี้”

 

ร่างโปร่งเดินกลับออกไปที่ถนนอีกครั้งก่อนยืดมือขึ้นโบกๆขึ้นลงพร้อมจ้องไปที่รถที่กำลังจะผ่านคันต่อไป
แล้วเขาก็ขับผ่านมันไปเลยอย่างรวดเร็ว..

“ไอ่อ๋อง กูว่ากูรู้แล้วว่ะว่าทำไมเขาไม่จอดให้มึง”

“ทำไม?”

“โห่ ไอ่เชี้ย ทำหน้าอย่างกับจะไปปล้นรถเค้าอ่ะ เค้าไม่เอาปืนลงมายิงแสกหน้ามึงก็บุญแค่ไหนแล้วไหม ทำหน้าเฟรนลี่ๆยิ้มสยามหน่อยดิวะ”

มันขมวดคิ้วแล้วจ้องมาที่ผมก่อนจะถามราวจะคาดคั้น

“หน้ากูเหมือนโจรหรอ?” เหอะ ตอบเลยว่า

 

8AjfwfWd.jpg-large

 

“มาก”

“งั้นเอาใหม่ เดี๋ยวกูทำท่าเฟรนลี่ละ”

“เออ ทำหน้าให้มันเอนจอยหน่อย”

“ไอ่อ๋อง!!”

 

เสียงคุ้นหูของเพื่อนสนิทตัวเกือบเท่ากันดังขึ้นจากด้านหลังจนผมที่กำลังโบกรถอยู่อย่างเพลิดเพลิน(?)ต้องหันกลับไปหามัน รอบนี้ผมทำไรผิดอีกรึไง ก็ทำท่าเฟรนลี่แล้วนี่หว่า

“ไอ่เหี้ยอ๋อง มึงทำเหี้ยไรมึงเนี่ยยย”

“ก็ท่าเฟรนลี่ไง”

“ท่าเฟรนลี่หาตายคิงหยังจะอี้!” มันพ่นภาษาเหนือใส่ผมเป็นไฟก่อนตบหน้าผากตัวเองดังแปะ ที่มันพ่นมาตะกี้แปลว่าไรบ้างผมก็ไม่รู้หรอกครับพูดเร็วขนาดนั่นถ้าพูดช้าก็พอจับใจความได้บ้างอยู่กับมันจนผมจะเริ่มพูดตามได้ละ เมื่อกี้คงประมาณว่า ‘ท่าเฟรนลี่หาตายนายอะไรแบบนี้’ ล่ะมั้ง พอดีเกิดภาคกลางไม่อันเดอร์สแตนกำเมืองของมันอาศัยเดาเป็นคำๆที่มันหลุดใส่บ่อยๆเอา

 

“ก็มึงบอกให้กูทำท่าเฟรนลี่กูก็ทำนี่ไง มึงนั่นแหละหลอกกูปะวะ ไม่เห็นได้ผลเลยไม่จอดสักคันเนี่ย”

“บ่ะง่าววววววว คิงโบกจะอี้ โบกถึงจาดหน้าเปิ้นก่บ่ะจอดหื้อคิง!”
(ไอ่โง่ มึงโบกอย่างนี้ โบกถึงชาติหน้าเขาก็ไม่จอดให้มึง)

“หือ?? สัด อย่าพูดเร็วดิ” ผมขมวดคิ้วแบบงงๆ มันพูดอะไรวะ

“เออ เจริญ เสือกไม่เข้าใจอีก กูบอกว่า มึงโบกอย่างงี้ โบกถึงชาติเขาก็ไม่จอกให้มึงหรอก ไอ่เชี่ย มึงเล่นโบกเป็นตุ๊กตาลมหน้าเต๊นท์รถมือสองขนาดนี้ ถ้าเขาไม่คิดว่ามึงเป็นคนบ้ามาฟ้อนผีฟ้าอยู่ข้างทางก็แปลกแล้ว”

 

200

 

“ทำไมมันยาวจัง ตะกี้เหมือนจะสั้นๆเองไม่ใช่หรอวะ”

“คิงได้ฟังฮาก่อเนี่ย?”(มึงได้ฟังกูหรือเปล่า)

“ฟัง แต่ขออีกรอบ”

“ไม่ได้ฟังก็บอกมาไอ่เชี้ย ไปเลยไปเฝ้าของ เดี๋ยวกูโบกเอง”

มันทำท่าเหมือนโมโหผมแต่สุดท้ายก็ยอมลงให้ดื้อๆ แล้วเดินจ้ำๆไปโบกรถซะเองเฉยเลย แดนก็เป็นของมันแบบนี้แหละ เหมือนจะโกรธแต่ก็ไม่เห็นมันจะยอมโกรธผมจริงๆจังๆสักที

จริงๆถ้าไม่ติดว่าเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นวันนี้ก็คงจะเป็นวันที่ดีอีกวัน จากฟ้าหม่นๆที่มองเห็นจากบ้านไอ่อ้วนในช่วงตีสองกว่าๆเริ่มสว่างขึ้นทีละน้อยจนตอนนี้ก็ประมาณตีห้าเข้าให้แล้ว อากาศกำลังดีเลย นกเริ่มส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวหากินกัน พูดแล้วก็เริ่มได้ยินเสียงน้ำย่อยมาแว่วๆบ้างเหมือนกัน

ร่างสูงที่ออกไปโบกรถแทนก็ยังคงกอดอกยืนพักเท้ารอรถคันต่อไปที่จะผ่านมา

“หนาวว่ะ….. มึงไม่หนาวหรอวะ?” มันถูมือกับแขนที่ยังกอดอกไว้ไปมาก่อนจะหันมาถามหวังจะแก้เซ็งไปพลาง

“ไม่หนิ อากาศดีออก แต่กูหิว..”ผมพูดจริงท้องนี้สั่นครืดๆเลย

“หึ นั่นไงกูว่าแล้ว นู่นแซนวิชทูน่าในถุงข้างมึงนั่นแหละ น่าจะยังพออุ่นๆอยู่ ตอนแรกกูคิดว่ามึงจะหิวไวกว่านี้หน่อยเลยอุ่นมาเลย”

“รู้ใจกูจริงๆ ของโปรดเลยนะน่ะ รักมึงจังไอ่แดน อภิชาติเฟรน” ผมหยิบแซนวิสขึ้นมาแกะกินอย่างรวดเร็ว

“เออ” มันตอบรับในลำคอแบบขอไปทีก่อนโบกรถคันต่อไปที่ผ่านมาพอดีหลังจากขาดช่วงไปนาน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“ไอ่อ๋อง!! ยังไม่ต้องกิน ขึ้นรถกันก่อนนน”

“อะไรวะตะกี้ยังให้กูกินอยู่เลยตอนนี้มาเรียกขึ้นรถทำเหี้ยระ เห้ย..เดี๋ยวนะมึง” นี้กูเพิ่งได้เอาแค่เอาเข้าปากเองนะเว้ย กัดยังไม่ทันได้กันเลยจะรีบไปไหนของมันวะ

“ไม่เดี๋ยวแล้วเว้ย ลุงเขาจอดรับเราแล้วว้อย ฮ่าๆๆ” ทั้งวิ่งทั้งหัวเราะจนตาหายคล้ายคนพี้อะไรซักอย่างมา

“เห้ยยย ขอบคุณมากนะครับลุง ผมจะไม่ลืมบุญคุณเล้ยยย” อ๋องยกมือขึ้นไหว้ขอบคุณลวกๆให้ลุงที่ค่อนข้างดูมีอายุก่อนจะกวาดสัมภาระที่กองอยู่ทั้งหมดไปใส่กระบะหลังทันที

“ลุงครับให้พวกผมนั่งที่ไหน กระบะหลังก็ได้นะครับผมไม่เกี่ยง” ไอ่แดนถามพลางวางน้องเดซี่กีตาร์สุดรักของเพื่อนรักลงหลังกระบะเป็นชิ้นสุดท้าย

“ไม่ต้องหรอกๆมานั่งหน้ากับลุงกับป้านี่แหละ คนเราก็ต้องพึ่งพาอาศัยกันเป็นธรรมดาไม่ต้องเกรงใจ”

“โชคดีพอดีเลยนะเนี้ย… ลุงกำลังขึ้นไปส่งเสบียงอาหารให้พวกชุมชนแม้วบนดอยตุนไว้อยู่พอดีแต่ไม่ได้ไปส่งถึงดอยที่มีเรือนแพนะ จากตรงนั้นพวกเอ็งคงต้องเดินกันไปเอง”

“อ่า ได้ครับ ขอบคุณมากจริงๆนะครับลุงกับป้า” ไอ่อ๋องก้มหัวไหว้ลุงป้าเขาอีกครั้งแล้วก็เดินตามไปที่หน้ารถกระบะผมก็เดินตามไปเหมือนพอเห็นสภาพเบาะหลังเท่านั่นแหละ ผมกับมันถึงขั้นหันมามองหน้ากันทันที ที่ลุงบอกว่านั่งกันสองคนได้สบายคงต้องมีคนหนึ่งนั่งเบาะแล้วอีกคนคงต้องหน้าบนขาอีกคนไม่งั้นก็คงต้องขี่คอกันแล้วหล่ะ สงสัยตอนที่ลุงพูดคงยังไม่ได้มองขนาดตัวพวกผมแน่ๆ

 

 

-เชี่ยอ๋อง เบาะหลังแม่งนั่งสองคนไม่ได้แน่ๆมึงจะเอาไง-

-กูนั่งหน้ามึงนั่งหลังละกันเดี๋ยวผมกูเสียทรง-

-ว่าแต่… มึงรู้ทางหรอไอ่สัดแดน-

-….- ไอ่แดนยิ้มปากเหยียดตรง เสียดหัวใจละสิเป็นเจ้าบ้าน แต่นำห่าอะไรไม่ได้ซักอย่าง ที่มาถึงเพราะจีพีเอสล้วนๆ แล้วคนดูแผนที่ วางแผนเที่ยวก็กูคนเดียวทั้งนั่น ที่มันทำก็แค่บอกว่าอยากไปกับขับรถตามที่บอกแค่นั้นแหละ สำนึกซะบ้าง

 

 

“ลุงครับผมว่า…. ผมไปนั่งกระบะหลังดีกว่าแล้วให้เพื่อนผมนั่งหน้ากับลุงมันจะได้บอกว่าจะลงตรงไหน มาเหนือทั้งทีก็น่าจะสูดอากาศบริสุทธ์บ้างอะไรบ้าง” แดนพูดขึ้นมา

“งั้นก็แล้วแต่พวกเอ็งแล้วกัน เราไปกันเลยดีกว่านะก่อนตะวันจะเด่กว่านี้” พอลุงพูดเสร็จก็เดินไปที่ที่นั่งคนขับตามด้วยป้าที่คาดว่าน่าจะเป็นเมียลุงแกเดินไปเปิดประตูรถอีกทาง

“มึงจะให้กูไปนั่งด้วยไหม” อ๋องหันไปถามเพื่อนที่กำลังปีนขึ้นหลังกระบะด้วยความทุลักทุเล

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวกูนั่งไปกับน้องกะหล่ำก็ได้” มันพูดพร้อมกับชูกะหล่ำหลังรถลุงแล้วฉีกยิ้ม ไอ่ปัญญาอ่อนเอ้ย… เขาส่ายหัวให้กับนิสัยที่ไม่รู้จักโตของเพื่อนตัวเองก่อนจะเข้าไปในรถของลุงป้าใจดีที่อาสาพาพวกเขาสองคนเข้าไปส่งถึงชุมชนแม้วบนเขา เขาหันไปมองผ่านกระจกอีกรอบว่าเพื่อนของตัวเองนั่งดีหรือยัง แต่มันกลับไปหลับไปแล้วคงเป็นเพราะเขาไปลากมันออกมาจากที่นอนในบ้านเขาเช้าไปแน่ๆ

 

TBC.

 

ps. ฟิคนี้มีทั้งคำหยาบแล้วก็คำเมืองบ่งบอกคนแต่มากไปสกรีมกันได้ที่ #สแปนเนียลอง นะคะเรารออ่านอยู่นะ y______y อ่านให้สนุกนะคะ

SPAN(NIELONG) #0

span

 

 

 

“ มีคนเคยบอกเราไว้ว่า เราจะรู้จะใจตัวเองตอนที่เราไม่มีใคร มึงเชื่อไหม”

 

 

“คิงไปขึ้นดอยกั๋น” ผมหันไปมองต้นเสียง แล้วก็ขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ
(มึงไปขึ้นดอยกัน)

“อะไรของมึงเนี้ยไอ่แดน มึงว่างหรอ ให้เกียรติงานในมือมึงด้วยได้ข่าวว่า จารย์นัดตรวจงานวันพุธนิ มึงคิดคอนเซปได้แล้วหรอ ทำมาเป็นปากดี” ผมบ่นมันทั้งที่ในมือก็ยังตัดกระดาษชานอ้อยในมือไปด้วย

“ก็บ่ว่างอะแต่ฮาไค่ไป๋” ไอ่คนตอบหน้าตาก็ไม่คิดอะไรจริงตอบหน้าตาเหรอหราได้ น่ากระทืบมากๆ
(ก็ไม่ว่างหรอกแต่อยากไป)

“ประสาท”

“แล้วคิงจะไปกับฮาก่อหล่ะ”
(แล้วมึงจะไปกับกูไหมหล่ะ)

“ไม่ไป”

“อ้าว บะอ๋อง คิงจะทิ้งฮาไว้จะอี้บ่ได้หนา คิงจะปล่อยหื้อ ฮาไปเที่ยวคนเดียว ถ้าฮาฮงทางหาทางปิ๊กบ้านบ่ปะ คิงอาจจ้ะบ่ได้หันหน้าฮาอีกเลยก่อได้หนา”
(อ้าว ไอ่อ๋อง มึงคิดจะทิ้งกูไว้อย่างนี้ไม่ได้นะ มึงจะปล่อยให้กูไปเที่ยวคนเดียว ถ้ากูหลงทางหาทางกลับบ้านไม่ได้มึงอาจจะไม่ได้เห็นหน้ากูเลยก็ได้นะ)

“ก็ดี รำคาญมึงอยู่มึงกัน” ผมก็ตอบไปอย่างส่งๆ ถึงปกติๆผมจะเป็นคนเล่นๆแต่ตอนทำงานผมก็จริงจังพอสมควรนะ คนเราจะไปเป็นบ้าตลอดเวลาจะได้ยังไง ยิ่งผมเป็นคนไม่มีพรสวรรค์อีกว่าจะคิดงานอะไรแต่ละทีใช้เวลาอย่างนาน เวลาที่จะทำงานคูณสองไปเลยถ้าเทียบกับเพื่อนในคณะ

“โห่ ว่าจะอี้เปื้อนเสียใจหนา” (โห่ พูดอย่างนี้เพื่อนเสียใจนะ) มันเอาตัวหนักมามาอิงผมที่กำลังตั้งใจตัดโมอยู่งานจะได้เนี้ยบๆ ดูมันทำงานก็ไม่ช่วยยังจะมากวนอีก เดี๋ยวพอก็เอาคัตเตอร์เลยดีไหม

“ไอ่แดน ตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว มึงเลิกพูดภาษาเหนือทีมันฟังยาก ไอ่ห่า”

“ก็คนมันชิน ทำไมกูเป็นคนมีจิตสำนึกรักบ้านเกิดไม่ดีตรงไหน ภาษาเหนือออกจะน่ารัก สาวๆก็ชอบด้วย”

“เอาจริงๆที่มึงพูดนี้มึงเอาไว้จีบสาวใช่ไหมบอกกูเถอะ อ้าปากมึงกูก็เห็นลิ้นไก่แล้ว”

“หน่ะ หึงก็บอกกูมาดีๆดิเมียรักของพี่” มันเอาแขนมาล็อคคอ คือแขนมึงก็ไม่ใช่เรียวบางเป็นพ่อหนุ่มร่างเล็ก กล้ามมึงจะบีบจนกระโหลกกูจะแตกแล้วไหม หน้ากูแดงละเนี้ยไม่ได้เพราะเขินนะ เลือดคลั่งสมองจะตายละ

“หึงมึงก็เหี้ยแล้วไหม ฟังละกูอยากจะอ้วก”

“แอบชอบกูก็บอกมา ไม่ต้องทำเป็นกระสือ”

“ไขสือเว้ย ไอ่โง่”

“มันก็คือๆกันนั่นแหละ”

“คืออะไรมึงอย่างกับเชียงรายปัตตานี ถ้าชอบมึงกูยอมตายดีกว่า เกลียดหน้ามึงจะตายห่าละ”

“เกลียดยังไงได้อย่างนั่นนะมึง”

“ได้คนอย่างมึงกูยอมตายดีกว่า เสียชาติเกิดสัด”

“พูดงี้ระวังได้กูเป็นผัวนะ”

“ไอ่แดน !! มึงพูดห่าอะไรของมึง”

“สุมาเต๊อะ ฮามันส์ปากไปจิม”
(ขอโทษมันปากไปหน่อย)

“… เอาจริงๆ มึงอยากไปทำไม ” ผมหันไปมองหน้าคนที่ยืนยิ้มหน้าเด๋อ พอถามมันไปสีหน้าก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

“มึงจำ แพตแฟนเก่ากูได้ไหม”

“อ่า…”

“เขากลับมาหว่ะ”

“แล้วมึงจะทำไง”

“ไม่รู้หว่ะ” มันทิ้งตัวลงโซฟาแล้วมองออกไปนอกระเบียงห้อง

“งั้นแล้วน้องคนที่มึงคุยอยู่อะ…”

“อ๋อง ฮากึ้ดบ่ออกแล้วเว้ย บ่ฮู้แล้ว” (อ๋อง กูคิดไม่ออกแล้วเว้ย ไม่รู้แล้ว) เขาตะโกนออกมาพร้อมกับขดตัวดิ้นไปมาอย่างกับเด็กประถมตัวเล็กแต่คือตัวโตอย่างกับควาย นั่นๆโซฟาพังหมดแล้วหมดละ หมอนกระเด็นไปติดมุมห้องละ เวรแล้วคนที่เก็บก็ต้องเป็นกูไง เป็นเมทกับมัน เหมือนกูต้องมานั่งเลี้ยงลูกเลี้ยงหมาเนี้ย อะไรทำให้กูตอนปีหนึ่งตกปากรับคำชวนเป็นเมทของมันวะ ถ้ารู้ว่าต้องมาค่อยเลี้ยงมันแบบนี้ อยากย้อนเวลาไปตบหัวไอ่อ๋องตอนปีหนึ่งจริงๆ

“กรรมเป็นผลของการกระทำ สมน้ำหน้าขี้อ่อยดีนัก เจอซะบ้างจะได้จำ”

“คือฮาบ่ได้อ่อยไผเลยเว้ย ฮาก็อยู่ของฮาจะอี้” มันเด้งตัวเองขึ้นมาเถียง
(คือกูไม่ได้อ่อยใครเลยเว้ย กูก็อยู่ของกูอย่างนี้)

 

(เสียงโทรศัพท์)

 

“มึงน้องคะนิ้งโทรมา” ผมหันไปมองโทรศัพท์ที่ชาร์ตแบตข้างๆตัว ดูก็รู้ว่าไม่ใช่ของผม ถ้าเป็นของผมนะ นานๆทีจะมีคนโทรมา ตอนนี้ก็ใช่เล่นเกมส์กับทับกระดาษ

“…”

“ไอ่สัด มึงไม่ต้องมาแกล้งตาย” ผมมองไอ่เพื่อนตัวขาวที่นอนแน่นิ่งอยู่บนโซฟาพังๆ

“มึงรับให้กูหน่อยดิ”

“ไม่เอา เรื่องดิ”

“น่า เดี๋ยวกูเลี้ยงข้าว”

 

[ฮัลโหลครับน้องคะนิ้ง]

[พี่แดนใช่ไหมคะ]

[พี่อ๋องครับ]

[แล้วพี่แดนไปไหนอะคะ คือคะนิ้งมีเรื่องจะพูดกับพี่แดน…] ผมมองหน้าไอ่แดนที่ยืนยิ้มแหยๆ ส่งกำลังใจมาให้

[น้องครับคือไอ่แดนมันขี้แตกอยู่ครับ อยู่ในห้องน้ำเป็นชั่วโมงแล้ว เรื่องด่วนมากไหมครับ เดี๋ยวพี่จะได้เอาโทรศัพท์ไปให้มันคุย แต่พี่ไม่รับประกันเรื่องเสียงคือมัน …] ผมกระตุกยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ โดยที่มีไอ่อ้วนแดนยืนทำหน้าอยากมาบีบคนผมแบบสุดๆ

[งะ..งั้นเดี๋ยวค่อยก็ได้ค่ะ]

[อ้าวไม่คุยแล้วหรอครับไหนบอกว่าด่วนไง]

[ไม่เป็นไรแล้วค่ะ แค่ฝากบอกว่านิ้งโทรมาก็พอ]

[อ่อได้ครับ งั้นแค่นี้นะครับ] ผมตัดสายทิ้งทันทีที่พูดจบประโยค ไม่ได้รอให้คนถือสายได้ตอบก่อน

 

“อะเสร็จละ”

“บักฮ่าวอกนิ ข้ออ้างอย่างอื่นก่อมีปะเลอะ หยังคิงพูดจะอั้น”
(ไอ่ห่านี่ ข้ออ้างอย่างอื่นก็มีตั้งเยอะ ทำไมมึงพูดอย่างนั่น)

“ก็มันได้ผลชะงักงัน เห็นปะน้องเขาไม่พูดไรต่อเลย”

“…”

“ปะไปกินข้าวกัน กูหิวแล้วอยู่ กูอยากกินชาบูอยู่พอดี ดีใจจังเลยจะมีคนเลี้ยงด้วย”

“…”

 

 


 

 

ร้านชาบู

 

“ไอ่แดน มึงอย่าเททุกอย่างลงหม้อดิวะ มึงค่อยๆกินดิ ไอ่พวกคนป่าเถื่อนไม่มีอารยธรรม”

“มันก็สุกเหมือนกันนั่นแหละ มึงอะเรื่องมาก”

“พอมึงเทไปเยอะแล้วมึงก็ไม่หมดแล้วมันไม่อร่อย”

“กินได้ก็พอละป่ะเนี้ยกินแยกหม้อกันแล้วมึงยังจะบ่นกูอีก แล้วที่กูขอให้มึงขึ้นดอยด้วย มึงจะไปกับกูป่ะ”

“ไม่ไป”

“เอ้า ไอ่อ๋องไปกับกูเถอะนะ นะๆๆๆๆๆๆ” ไม่พูดอย่างเดียวเอาหัวมาถูๆมุดๆตรงซอกคอแล้วแขนมากอดรัดที่ช่วงเอวไปแนบชิดกับตัวมันจนแทบจะรวมกันเป็นร่างเดียว ทำไมกูต้องมานั่งโต๊ะเคาท์เตอร์ด้วยวะเห็นทั้งในร้านและนอกร้าน พรุ่งนี้พูดกันให้แซดแน่ๆ ชิบหาย

“ไอ่ห่า กูอายเขา ปล่อยกู ไอ่อ้วน!!” ผมดันหัวมันออกแต่ก็สู้แรงควายมันไม่ไหว มึงเป็นญาติกับตุ๊กแกหรือไงทำไมมันเหนียวจังหว่ะ

 

ไอ่อ๋องมึงหยุดเหงื่ออกเลยนะ แล้วมึงก็หยุดใจเต้นด้วยไอ่เวร

 

“กูจะไม่ปล่อยจนกว่ามึงจะยอมไปกับกูอะ”มันเงยหน้ามามองช้อน ระยะห่างวัดไม่ได้แต่จมูกจะชนกันได้อยู่แล้ว หน้าผมนี่เริ่มชาไปทั้งหน้า ได้ยินเสียงคนทั้งร้านซุบซิบกันที่ละนิดๆ ไม่ดีละ มันไม่ดีแน่ๆ ผมผลักมันออกด้วยแรงที่มีทั้งหมดจนหลุดออกจากวงแขนของอีกคน

“ไปก็ได้แต่มึงจ่าย กูไม่มีเงิน”

“ก็ได้เดี๋ยวกูออกค่าเที่ยวให้ แล้วทำไมหน้ามึงมันแดงๆวะ ไม่สบายหรอ”

“บ้าอากาศมันร้อน ไอ่สัด!!”

 

TBC.

 

talk.

สกรีมและให้กำลังใจกันได้ที่ #สแปนเนียลอง สู้ๆทั้งคนอ่านและคนอ่านเลย ฟิคเรื่องนี้มีภาษาเหนือเยอะ ถ้าไม่เข้าใจทักมาถาม @cchip__ ที่จริงมีคำแปลให้ในวงเล็บ ขอบคุณมากๆ มากที่สุด จริงๆ สุดใจ ที่มาอ่านนะคะ เลิ้ป ❤️

(bulluda) messy room (100%)

mr1

[!] WARNING FOR RUDE WORD.

“พี่ ผมอยู่หน้าห้องพี่แล้วนะ” ผมยืนมองเลขหน้าห้องที่คล้ายๆกับบ้านหลังที่สองก็ว่าได้ ถ้าไม่ติดว่าช่วงนี้ก็ไม่ค่อยได้มาอะนะ

“อ่อ… อืม” เสียงสะลืมสะลือตอบมาอย่างส่งๆ ฟังดูก็รู้ว่าเพิ่งตื่นเมื่อตะกี้นี่แหละครับ

“พี่หลับหรอ”

“เอ่อ กุเพิ่งตื่นตอนมึงโทรมานี่แหละ เดี๋ยวกูไปเปิดประตูให้”

“เร็วๆหน่อยก็ดีนะพี่ ยืนหนาวจนไข่แข็งละเนี้ย 5555555555″

“ไอ่เว่อร์ยืนนานๆไปเลยไหม”

“โถ่พี่”

(เสียงประตูเปิด)

ด้านหลังประตูที่ที่เปิดออกก็ปรากฎออกมาเป็นชายหนุ่มร่างเล็กกับเรือนผมที่บรอนด์ประกายเขียวหน่อย ที่เจ้าตัวเพิ่งอวดว่าไปย้อมมาสดๆร้อนๆ หน้าตาดูสะลืมสะลือไม่ต่างจากเสียงทางโทรศัพท์ไม่กี่วิที่แล้วเอาจริงตอนปกติหน้าพี่เขาก็ดูไม่ค่อยตื่นไปกว่านี้ซักทีไรถ้าคนที่ไม่รู้จักก็คงมองว่าพี่เขามีหน้าตาที่ดูหาเรื่อง เปล่าหรอกแค่ง่วงอะครับ ไม่มีอะไรมากกว่านั่นหรอก

“เอ้า.. ยืนทำหน้าโง่อีก เข้ามาดิสัดไหนบอกว่าหนาวไข่ไง”

“เอ่อ รู้แล้วพี่ก็หลีกไปดิ” ผมเดินผ่านพี่เขา เข้าไปในห้อง โห่ สภาพห้องนี่แบบเกินบรรยาย บยองโฮคนนี้รับไม่ได้เหมือนได้เข้ามาในมิติมืดเลยหว่ะ

“เป็นอะไรของมึงเนี้ย ยืนเหม่อบ่อยจังวะ แล้วมึงซื้อห่าอะไรมามากมายวะ นี่เหมามาทั้งซุปเปอร์ปะเนี้ย”

“บ้า… ห้องพี่นี่เกิดจราจลป่ะเนี้ย ทำไมมันรกงี้วะ แล้วพี่..”

“พวกกูทะเลาะกัน…” ยังถามไม่ทันจบเลย

ชัดเลย กลิ่นบุหรี่คุ้งเต็มห้อง กระป๋องเบียร์กองเต็มพื้น ถ้วยรามยอนที่ว่าซ้อนสูงๆเกือบจะมิดเจ้าตัว ไม่รวมพวกกองจานอาหารตามสั่งแถวๆอพาร์ทเมนต์ เสื้อผ้ากระจัดกระจายเต็มห้องเหมือนคนไม่ได้เก็บห้องมาซักสามชาติเศษได้ ก็พอจะฟ้องว่าเจ้าห้องต้องอยู่คนเดียวแน่ๆ เมื่อก่อนก็ผมนี่แหละครับที่เป็นคนปัดกวาดเช็ดถูให้ แต่พอพี่เขามีแฟนผมก็ไม่ค่อยได้มา ผมไม่ค่อยอยากกวนเวลาส่วนตัวของพี่เข้าสองคนเท่าไหร่ แฟนพี่เขาก็คงเป็นคนเก็บให้แทน ก็คงทนสภาพห้องไม่ได้เหมือนๆกับผมนี่แหละ สกปรกแค่ไหนซูรินก็ยากที่จะเริ่มเก็บเองอะครับ แล้วเรื่องทำอาหารนี่คงรอหมีบินได้พี่เขาถึงจะทำเองอะครับ….

“แล้วได้กินข้าวบ้างปะเนี้ย”

“กินห่าอะไร กูเพิ่งตื่น… ” หลังจากนั่นก็หาวโชว์ผมรอบหนึ่ง

“เนี้ย ข้าวก็ไม่กิน กินแต่เบียร์ อาหารขยะ สูบบุหรี่ก็เยอะที่เขี่ยนี่ล้นไม่รู้จะล้นยังไงเนี้ย … ”

“เป็นเด็กเป็นเล็กทำไมบ่นเยอะจังวะ อย่างกับแม่.. ” พี่ชายตัวเล็กบ่นกลับและทิ้งตัวลงเตียงโดยไม่สนใจอะไรผมเลย

“นี่น้ำก็ไม่อาบด้วยป่ะเนี้ย หยี ….”

“ไอ่บยองโฮ !! ”

“อย่ามาใกล้นะพี่ เหม็นอะ ชุดนี่ใส่มาทั้งสัปดาห์แล้วประเนี้ย หู่ว … ” ผมบีบจมูกตัวเองก็จะมองพี่ซูรินที่คล้ายๆนอนตายอยู่บนเตียงที่เป็นที่วางของซักครึ่งเตียง

“โว้ย !! มาห้องกูละก็บ่นรังเกียจกูอีก อะไรของมึงวะ ไปอาบน้ำก็ได้ น่ารำคาญจริง กูแค่อาบวันเว้นวันเอง !! ”

พี่ชายตัวโวยวายเดินเสียงดังตึ้งตังเดินเขาหลังจากโดนผมบ่นรัวๆเป็นชุด ที่จริงผมก็ไม่ได้รังเกียจอะไรหรอกครับ แต่ถ้าบอกให้ไปอาบน้ำ ถ้าเจ้าตัวรู้สึกว่าโดนสั่งเขาก็คงไม่ทำหรอกครับ ผมรู้ผมเรียนมา

แล้วพี่เขายังไม่ได้กินข้าวอย่างที่ผมคิดไว้จริงๆด้วย ดีจังที่ซื้อของมาด้วย งั้นผมไปทำกับข้าวรอพี่เขาดีกว่ากว่าจะอาบน้ำคงนานอยู่

——————————————————————————————————————————
“มึงทำอะไรวะ หอมจัง” ซูรินเดินมาพร่อมกับผ้าขนหนูผืนหนึ่งพาดอยู่บนหัว

“แกงกิมจิ หมูต้ม ข้าว กินดิเอาสารอาหารเข้าตัวบ้าง”

“มึงนี่โคตรแม่อะ แล้วทำอร่อยป่ะเนี้ย ไม่อร่อยกูไม่กินนะ”

“เรื่องเยอะจังวะ… กินๆไปเถอะ ดีกว่าอาหารขยะกับเบียร์ที่พี่กินก็แล้วกัน”

ซูรินมองอาหารที่สภาพดูไม่ค่อยสวยงามเท่าไหร่ ก่อนที่จะตักเข้าปากแบบกล้าๆกลัวๆ สายตาดูหล่อกแหล่กอย่างบอกไม่ถูก

“หื้ม อร่อยกว่าที่กูคิดอะ ” พี่เขาพูดพร้อมกับทำหน้าตกใจ

“เห็นป่ะ พี่ก็กินไปละกันเดี๋ยวผมเก็บๆห้องให้ละกัน เห็นละแบบอีกนิดแมลงสาปคงแบกพี่ไปอยู่ด้วย”

“แล้วแต่มึงดิใรห้าม ละมึงไม่กินข้าวหรอ มากินข้าวกับกูก่อนดิ เนี้ยมึงทำงี้กูดูเลวๆยังไงก็ไม่รู้”

“ที่ฮยองทำปกติทุกวันนี่ไม่เลวเลยหรอ… ถ้าอยากกินกับผมก็บอกมาดีๆดิ ซึนหรอ 5555555555″

“ห่าอะไรมึง พูดจาเลอะเทอะ รีบๆดิ้ เอาน้ำในตู้เย็นมาให้กูด้วย มึงทำแบบเผ็ดสัด ขี้แสบตูดเลยมั้ง”

“เดี๋ยวเอาให้ พี่ก็บ่นไม่น้อยไปกว่าผมหรอคนอุตส่าห์ทำกับข้าวให้กิน”

“มึงนี่ดูแม่ศรีเรือนเว่อร์เลยว่ะไอ่บยอง ขัดกับหน้าตานักเลงมึงไปไหนเนี้ย ทำอาหารก็ได้เก็บบ้านก็สะอาด ถ้ามึงเป็นผู้หญิง นี่กูจับทำเมียละเนี้ย” แล้วก็หัวเราะชอบใจ

“มีผัวเป็นสเมิ้ปอย่างฮยองนี่โคตรเครียดอะ คงใช้ชีวิตลำบากน่าดู”

“ทำไมกูเตี้ยแล้วมึงทำไม กูไปเตี้ยบนหัวมึงหรือไง”

“โอ้ย พี่พูดเล่นเฉยๆ อย่าเพิ่งขึ้นดิ 555555555” ไม่น่าพูดถึงประเด็นอ่อนไหวเลยอะ

“มึงแม่งหลายรอบละ ไอ่สัด ไปยืนหนาวไข่ที่ริมระเบียงไป ขี้เกียจเห็นหน้ามึงละ”

“นี่น้องเอง…. สงสารผมเถอะ อย่างอนดิพี่55555555”

“ทำไมกูต้องสงสารมึงไอ่เสาไฟฟ้า หน้าแม่งก็กวนตีน ขอทุบหน้ามึงซักทีได้มะ”

“พี่พูดอย่างกับเด็กขอกินขนมอะ 55555555”
(เสียงโทรศัพท์)
ท่ามการเสียงด่าของพี่ซูรินและเสียงหัวเราะชอบใจของผม แม้กระทั่งโดนแจกนิ้วกลาง ผมยังดูมีความสุขอยู่ดี ยิ่งอยู่กับพี่ซูรินเหมือนผมจะโรคจิต โดนด่าก็ยิ้ม โดนตีก็ยิ้ม เป็นบ้าอะไรก็ไม่รู้เห็นพี่เขาทำอะไรก็ดูน่ารักไปซะทุกอย่างเลยอะ นี่เรียกว่าอวยใช่ไหมครับ 5555555555

อยู่ๆเบอร์ที่แสนคุ้นเคยก็โทรเขามาทำให้บรรยากาศดูหนักขึ้นมาทันที ผมเลือบมองไปที่หน้าพี่ชายตัวเล็ก ว่าจะเอาไงดีพี่จะรับป่ะ พี่เขาถอนหายใจทีนึงก่อนที่จะหยิบมือถือแล้วเดินเข้าห้องนอนไป ผมก็ได้แต่มองตามพี่เขาเดินหายไปในห้อง คือผมคงทำอะไรไม่ได้จริงๆแหละครับ ก็มันเป็นเรื่องของคนสองคน แค่เป็นห่วงเฉยๆว่าพี่เขาโอเคหรือเปล่า เพราะช่วงนี้พี่เขาดูไม่จอยเท่าเมื่อก่อน แต่ตอนที่พี่เขามีความสุขดีผมก็ดีใจนะ คู่พี่เขาก็ดูน่ารักดีออก

เสียงตะคอกของพี่เขาดังขึ้นมาบางช่วงแต่ผมจับใจความอะไรไม่ค่อยได้เลยอะ ผมมองไปที่ประตูห้องอยู่ช่วงนึง ก่อนที่จะเดินไปล้างจานที่เพิ่งกินข้าวเสร็จกันเมื่อตะกี้ นำ้เย็นเป็นบ้าเลย เจ็บมือไปหมดแล้วเนี้ยระบบทำความร้อนมันเสียไปตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วคนอย่างพี่ซูรินคงไม่รู้หรอว่ามันพังเพราะไม่ค่อยได้จับมันไง ผมเปิดประตูตรงข้างใต้เคาท์เตอร์ซิงค์ล้างจาน ดูว่ามันเกิดอะไรขึ้นถ้าทำอะไรไม่ได้จริงๆก็คงต้องตามช่างมาซ้อม

(เสียงแก้วแตก)

ผมหันไปที่ประตูทันทีหลังจากที่ได้ยินดังมาจากห้องก่อนที่จะทิ้งทุกอย่างวิ่งตรงไปจุดที่ได้ยินเสียงดังมาทันที ภาพเป็นคนร่างเล็กยืนหน้ากระจกที่แตกออกเป็นชิ้นเล็กๆตกตามพื้นรอบๆ บริเวณนั่น มือเรียวขาวที่มีเลือดไหลซึมออกมาตัดกับสีผิว ทุกอย่างที่ผมเห็นทำให้ผมตกใจมากๆ

“พี่ทำเหี้ยอะไรของพี่เนี้ย!?” ผมรีบวิ่งไปหาพี่เขาแบบไม่ได้สนใจเศษกระจกที่ตกตรงพื้นเท่าไหร่

“ไอ่เหี้ยกูเลิกแม่งละ ไม่เอาอะไรแม่งละ ไอ่เหี้ยเอ้ย” เสียงพี่เข้าทั้งอู้อี้ เหวี่ยงดูรวมกันไป แววตาที่มีน้ำตาคลอทั้งสองข้างมันเป็นภาพที่ทำให้ผมเหมือนโดนกรีดที่หัวใจเลยเพราะปกติพี่เข้าเป็นคนที่ร้องไห้ยากมากๆตั้งแต่รู้จักกันมาผมไม่เคยเห็นพี่เขาดูเศร้าขนาดนี้มาก่อนเลยแล้วดูที่มือพี่เขาดิเลือดไหลแล้วอะ ผมจะร้องไห้แล้วนะแม่งทำไม่ต้องทำอะไรแบบนี้อะทำร้ายตัวเอง
“เฮ้ยพี่ …ใจเย็นก่อนดิ แล้วแม่งอย่าเพิ่งเดินไปไหนกระจกแม่งแตกเต็มพื้น…”
“…”
“ดูดิมือพี่เลือดไหลด้วยอะ พี่อย่าทำให้ตัวเองเจ็บตัวดิ” ผมหยิบมือพี่เขาเข้ามาดูใกล้ๆ
“เชี้ยบยองมึง….. ร้องไห้ทำไมเนี้ย”
“ก็ไม่ชอบเห็นพี่เจ็บตัวนี่หว่า อย่าทำอีกนะ ยืนนี่เดี๋ยวเอาไม้กวาดมาเก็บเศษกระจกให้ อย่าขยับนะเดี๋ยวเหยียบโดนเศษกระจก”แล้วผมก็วิ่งไปหาไม้กวาดแถวๆระเบียงมาทำความสะอาดรอบๆ
“….”

ผมยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่หน้าตัวเอง ผมโคตรไม่ชอบตัวเองเวลาร้องไห้เลยมันทำให้ตัวเองรู้สึกอ่อนแอ แต่พอเป็ฯเรื่องพี่เขาก็กลั้นน้ำตาไม่อยู่ซักที ผมเดินเขาไปในหน้าแล้วก็ค่อยๆเก็บเศษกระจกรอบๆตัวพี่เขาโดยไม่พูดอะไร

“กุแม่งไม่เข้าใจอะไรกันนักกันหนาของผู้หญิงวะ ต้องการความสนใจอะไรขนาดนั่น แม่งต้องคุยกันทุกวันเลยหรือไง คือแบบกูจะใช้ชีวิตของกูเลยไม่ได้เลยหรอวะ”

“….”

“คือมึงก็รู้ว่ากูไม่ค่อยมีเวลาช่วงนี้ทั้งทำเพลง โคดึงแม่งก็คิดเนื้อ ตอนช่วงแรกกูก็บอกตั้งแต่แรกแล้วนะว่าแม่งไม่ต้องรอกันก็ได้ เพราะว่ากูไม่ค่อยมีเวลา เขาก็บอกไม่เป็นไร รอกูได้เวลาที่จะไปเที่ยวไหนกัน แต่พอตอนที่กูไม่ทักไปแม่งก็คาทกจิกกูเป็นไก่เลย หลังๆมากูเหมือนไม่ได้ชีวิตเป็นของตัวเองเลยไอ่สัด ต้องทำทำโน่นนี้ต่มใจเขาตลอดเพื่อจะได้ไม่ต้องทะเลาะกัน โคตรอึดอัดอะแม่ง”

“อืม…. ผมเข้าใจ… แต่ที่พี่บอกว่าเลิกนี่คือเลิกคุย เลิกพูด หรือเลิกคบ?”

“เลิกคบเลยแม่ง กูไม่ทนแม่งละสัด”

“พี่จริงจังป่ะเนี้ย ไม่เย็นๆแล้วคุยกันดีๆวะ”

“กูว่าแม่งคุยกันไม่มีประโยชน์ละแม่ง ก็คุยกันมาหลายรอบแล้วนะ กูก็อธิบายให้ฟังตอนนั่นก็แม่งเหมือนเข้าใจดีอยู่หรอก แต่พอโกรธกูแม่งก็กลับมาด่ากูเรื่องนี้อีกละ แล้วประชดกูว่าทำงี้เลิกเลยไหม หลายรอบแล้วนะสัด กูเลยเลิกให้แม่งเลย จะได้จบๆ ประชดกูดีนัก เงิบไปเลยดิ”

“…” ผมทั้งกวาดห้องทั้งฟังที่พี่เขาบนเรื่องแฟนที่ตอนนี้น่าจะเป็นแฟนเก่าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คนอย่างพี่ซูรินอะชอบเอาเอาความหงุดหงิดมาบังความเศร้าเอาไว้ ไม่รู้ดิครับผมเป็นคนปลอบคนไม่เก่งซะด้วยสิผมก็เลยไม่รู้ว่าจะปลอบพี่เขายังไงดี เรียกกอนอา หรือพี่ฮงวอนมาดีไหมเนี้ย ผมควรทำไงดีวะ

“เชี้ยมึง.. กูอยากกินเบียร์ว่ะ”

“ตอนนี้หรอพี่…. จะเที่ยงคืนเนี้ยนะ”

“ตอนนี้ละแม่ง กูว่าจะออกไปตื้ดๆที่ไหนซักที่นี่แหละ”

“พี่แม่งหยุดเลย พี่จะไปคนเดียวหรอถ้าพี่แม่งน๊อคใครจะเก็บศพพี่วะ ผมเข้าไปไม่ได้นะเว้ย อยู่นี่แหละเดี๋ยวผมไปซื้อที่ซุปเปอร์ให้ อยู่คนเดียวอย่าทำอะไรนะ อย่าใจร้อนเดี๋ยวผมกลับมา”

“อย่างกับมึงซื้อได้… อายุถึงหรอมึงอะ”

“เห็นหน้าผมเขาคงไม่ถามอะไรมาก พี่อะอยู่นี่แหละอย่าวู่วามเดี๋ยวกลับมา”

“เอ่อรู้แล้วเว้ย สั่งกูเป็นแม่เลย”

“แล้วคิดสั้นป่ะเนี้ย อย่านะ…อย่าฆ่าตัวตายนะ”

“ไอ่ห่ากูแค่เลิกกับแฟนไหมหล่ะ ไม่ได้ล้มเหลวในการใช้ชีวิตป่ะ มึงอย่าเพิ่งโอเว่อร์”

“ก็เป็นห่วงนี่หว่าพี่แม่งชอบทำแปลกอะๆ”

“กูจะฆ่าตัวตายเพราะมึงนี่แหละรีบออกไปดิ้ กูหิวเบียร์เอาบุหรี่มาให้กูด้วย”

“เอ่อรู้ละเดี๋ยวรีบกลับมานะ”

ผมมองพี่เขาสักพักให้แน่ใจจริงว่าโอเคจริงๆ จากนั่นผมก็เดินไปหยิบโค้ทที่วางทิ้งไว้ที่โซฟาเพื่อจะออกไปซื้อของข้างนอก และกดเบอร์โทรออกหาพี่ฮงวอนเพื่อขอความช่วงเหลือ

‘เห้ยพี่… ว่างคุยป่ะ’

‘ไม่ค่อยว่ะ กูรออัดเสียงอยู่ มึงมีไร’

‘พี่ซูริน แม่งเลิกกับแฟนละแม่งเหวี่ยงใหญ่เลยอะ ทุบกระจกแตกไปบานละเนี้ย’

‘เชี้ยจริงป่ะเนี้ย แล้วมึงทำไง’

ผมมองเท้าที่ของตัวเองที่วิ่งกระจกเมื่อกี้เหมือนมีเลือดซึมๆจากรอยบาดเล็กๆ ไอ่บ้าเอ้ยเจ็บชะมัดอากกาศก็ยิ่งหนาวๆอยู่

‘ออกมาซื้อเบียร์ให้เนี้ย ตอนแรกบอกว่าจะออกไปเที่ยวแต่ผมไม่ให้ไปเพราะตามไปเก็บไม่ได้’

‘ดีละมึง มึงก็ดูไว้ละกัน ฟังๆมันบ่นไป ตามใจมันหน่อย เดี๋ยวกูเข้าไปหาตอนเช้า’

‘เคพี่ เจอกัน’

——————————————————————————————————————————

ผมกลับมาจากข้างนอกมองพี่ชายที่น้องขดตัวไปไม่ขยับไปไหน ก็อุ่นใจหน่อยที่พี่เขาไม่ได้ทำอะไรโง่ๆอย่างที่ผมกังวลตลอดทั้งทาง

“พี่เบียร์มาแล้วจะกินไหน”

“เอามานี้เลย” พี่เขายันตัวลุกขึ้นนั่งและหยิบเบียร์กระป๋องหนึ่งไปกรอกใส่ปากทันที

“ค่อยๆกินก็ได้ เดี๋ยวสำลักอะ ซื้อไก่มาให้เดี๋ยวกระเพาะทะลุ”

“ขอบใจ…”

ผมมองออกไปที่นอกหน้าต่างโดยไม่พูดอะไรปล่อยบรรยากาศให้มัความเงียบเขาปกคุมมีแต่แอลกลอฮอล์ไหลรินผ่านลำคอและเสียงกระป๋องกระทบกับพี่เป็นจังหวะ เราไม่ได้พูดอะไรกันเลย ให้ความเงียบและเวลาช่วยเยียวยาผมคิดว่าเรื่องแบบนี้เราไม่ควรไปพูดอะไรให้มากความเพราะยังไงมันก็เป็นเรื่องของคนสองคน ถ้าพี่เขาไม่อยากเล่าผมก็จะไม่ถาม แต่ถ้าพี่เขามีอะไรอยากระบายผมก็พร้อมรับฟังและอยู่กับพี่เขาเสมอ เหมือนตอนที่ผมยังเป็นเด็กโลกทั้งใบของผมเหมือนหันหลังให้กับผมตอนนั่นผมไม่มีใคร ก็มีพี่ซูรินนี่แหละนี่แหละเป็นโลกใบใหม่ของผม ทำให้ผมรู้จักอะไรใหม่ๆและผ่านช่วงเวลานั่นมาได้

“นี่ไอ่บยอง…”

“ครับพี่?”

“ขอบใจมึงมากนะ ทุกเรื่องเลย ขอโทษนะที่บางครั้งกูเป็นพี่ที่ไม่ได้เรื่อง”

“พี่คิดว่าบนโลกนี้อะมีคนที่ดีร้อยเปอร์เซนส์หรอวะ ผมก็ไม่ได้เป็นคนดีขนาดนั่นหรอก ผมก็ขอบคุณพี่เหมือนกัน ถ้าไม่มีพี่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้ผมจะเป็นยังไง”

ผมเลือบสองตาไปมองพี่ซูรินที่ตอนนี้ขยับมานั่งติดับผมตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ….

“เห้ยพี่ใกล้ไปเปล่า หนาวหรอเดี๋ยวไปเปิดฮีตเตอร์ให้นะ” ผมทำท่าจะลุกขึ้นแต่กลับถูกดึงให้นั่งลง

“ไม่ต้องมึงนั่งนี่แหละ แบบนี้ก็อุ่นดี” ฟังจากเสียงบวกกระป๋องเบียร์นี่คงเริ่มเมาๆแล้วสินะ สักพักพี่เขาก็เลื่อนตัวเองลงมานอนที่ตักของผม

Untitled-2

“ตักมึงก็อุ่นดีนะบยองโฮ”

“พี่…”

“แต่แข็งไปหน่อยหว่ะ มึงอะบอกให้กูกินข้าวกินนมกินนี่อยู่นั่นแหละจนกูเริ่มอ้วนละเนี้ย แต่ดูมึงดิผอมยังกับไม้จิ้มฟัน ไอ่เด็กโง่”

“…”

“มึงรู้ตัวหรือเปล่ามึงเป็นคนที่โคตรอบอุ่นอะ นี่คนหรือไมโครเวฟไอ่เหี้ย ดีแม่งทุกอย่างเลยแต่มึงอะชอบดูถูกตัวเอง ขี้กังวลจนเกินเหตุ คิดแง่ลบอีก มึงจะคิดอะไรมากนักวะห้ะ” พี่เขาตีเข้าที่หน้าท้องผมรอบนึง เอาซะจุกเลย

“…”

“เนี้ย ถ้ามึงเอาเวลามาดูแลกูไป ดูแลผู้หญิงซักคนป่านนี้มึงคงมีแฟนไปละ แล้วแฟนมึงคงจะหลงมึงชิบหาย ผู้ชายอะไรวะโคตรดีอะ”

“ก็ผมไม่อยากทำนิ…”

“ทำไมวะ กูมันดูน่าดูแลกว่าผู้หญิงสวยๆอีกหรอ มึงบ้าหรอวะ”

“ไม่ได้บ้าซักหน่อย”

“แล้วทำไมอะ มึงรักกูขนาดนั่นเลยหรือไง…”

“… ผมว่าพี่เมาใหญ่แล้วนะนอนก่อนเถอะ” ผมจับตัวพี่ลุกขึ้น

“กูไม่ได้เมา!! กูไม่เข้าใจถ้ามึงไม่รักกูอะไรขนาดนั่นมึงจะมาทำดีกับกูขนาดนี้ทำไม!?”

“ผมว่าพี่เริ่มคุยไม่รู้เรื่องแล้วนะ ล้างหน้าล้างแล้วไปนอนดีๆเถอะ”

“เหี้ยบยองโฮมึงอย่าหนีดิ ตอบกูมา” ซูรินกระชากคอเสื้อ จนปลายจมูกแทบจะชิดติดกันอยู่แล้ว

 

 

 

 

“… รักดิ ผมแม่งโคตรรักพี่เลย”

 

 

 

 
“งั้นมึงกล้าจูบป่ะ”
“ผมรักพี่นะ……….. แต่พี่ไม่ใช่ของผม ขอโทษนะครับ”

 
หลังจากผมก็กดจุดไปที่คอของพี่ซูรินอย่างที่อาจารย์มวยเคยสอนเวลาเจอพี่รุ่นใหญ่ๆเขามาหาเรื่องแล้วผมสู้ไม่ได้เพราะเมื่อก่อนผมเป็นพวกมีเรื่องค่อนข้างบ่อยถึงแม้ว่าผมไม่ได้ไปหาเรื่องเขาของก็ตามเถอะแต่หน้าตาของผมก็มักเป็นสิ่งที่เชื้อเชิญคนประเภทนี้เข้ามาในชีวิตบ่อยๆ แต่ตอนนี้ก็เหลือน้อยลงแล้ว พี่ซูรินที่สลบเอาหัวเพียงเข้าที่อกของผม ผมมองคนที่อยู่นอ้อมกอดแล้วก็คิว่าทำไมตัวแค่นี้แต่แรงเยอะจังวะ ไม่แปลกที่จะไปวิ่งไล่เตะคนที่เข้ามาแกล้งผม

ถ้าถามผมว่าผมรักพี่เขาไหม ครับผมรักพี่เขามากๆเลย สำหรับผมพี่เขาเป็นพี่ชายที่ตัวใหญ่ที่สุดในโลกเลยเป็นคนที่เป็นบ้านให้พักพิง เป็นพระอาทิตย์ที่มอบความสดใส เสียงหัวเราะให้กับผม เป็นพระจันทร์ที่อยู่กับผมในเวลาที่มืดที่สุดและไม่เหลือใคร เป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดเท่าที่คนอย่างผมจะมีได้ เป็นโลกทั้งใบของผม มีค่ามาจนผมไม่อย่างเสียพี่ไปจากชีวิตผมเลย ผมรู้ว่าความสัมพันธ์เชิงชู้สาวมันไม่ยืนยาว พี่ไม่ต้องมารักผมอย่างที่ผมรักพี่ก็ได้ ให้ผมรักพี่ไปอย่างนี้ก็พอแล้ว พี่แค่เป็นพี่ซูรินคนเดิมอย่างนี้ไปทุกวันผมก็เป็นคนที่มีความสุขมากที่สุดในโลกแล้ว
ร่างสูงประคองคนตัวเล็กลงไปนอนบนเตียงดีๆ และห่มผ้าให้กันหนาว จริงสิพี่เขายังไม่ได้ทำแผลที่มือเลยผมเดินออกไปข้างนอกห้องนอนเตรียมพวกผ้าน้ำอุ่นและพวกอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเล็กน้อยก่อนจะเดินจะเดินกลับเข้ามาจากนั่นก็เริ่มเช็ดหน้าและทำแผลอย่างเบามือที่สุดเพราะกลัวพี่เขาตื่น ผมชอบมองตอนที่พี่เขากำลังหลับมากที่สุดเลยมันเป็นเวลาที่พี่เขาไม่ต้องทำเป็นคนที่เข้มแข็งที่สุดในโลก เป็นตัวพี่เขาเองที่เป็นตัวพี่เขาเองผม จับมือพี่เขาขึ้นมาพันผ้าให้เสร็จเรียบร้อยแล้วจูบลงเบาลงที่มือพี่เขาอย่างอ่อนโยน
“ฝันดีนะครับพี่ซูริน ขอให้วันพรุ่งนี้เป็นวันที่ดีของพี่นะครับ”
ผมคิดว่าคืนนี้ผมคงต้องไปนอนที่โซฟาแล้วแหละคงจะต้องคดตัวเอาหน่อย ร่างสูงคิดแล้วก็บ่นพึมพำกับตัวเองขณะที่เก็บขยะของกินในห้องนอนออกไปไว้ที่ครัวตามนิสัยรักสะอาดของตนเองและเดินย่องเบาออกจากห้อง ปิดประตูห้องเบามือที่สุดเพราะกลัวว่าคนตัวเล็กจะตื่น วันนี้คงจะหมดหน้าที่ของเขาแล้ว ได้เวลาพักผ่อนเสียที ร่างสูงทิ้งตัวลงนอนบนโซฟาในห้องนั่งเล่นและเผลอหลับไป

FIN.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

(เสียงเปิดประตู)
“ไอ่เด็กโง่เอ่ย”
“ใครสอนให้ทำแผลให้คนนอนอยู่วะ ไอ่ห่าเจ็บชิบหายแต่ร้องไม่ได้ แล้วกดจุดอะไม่ได้ผลกับกูหรอกนะ ไอ่เด็กบ้า”
ซูรินเดินออกมาดูเด็กโข่งที่นอนหลับสนิทอยู่กลางห้องนั่งเล่น ที่ดูเหมือนจะเหนื่อยมาทั้งวันเพราะตัวเขาเอง

เขาเอาผ้าห่มออกมาคุมตัวให้น้องชายเพราะกลัวว่ามันจะเป็นหวัดไม่สบายไปเสียก่อนที่จะพรหมจูบลงบนริมฝีปากของเด็กน้อยอย่างแผ่วเบา

“ขอโทษนะที่ทำให้เหนื่อย กูก็รักมึงเหมือนกัน… ฝันดีนะบยองโฮ”

REAL FIN.

ps. อ่านจบแล้วช่วยสกรีมในแท้กเป็นกำลังใจให้คนแต่งหน่อยนะค่ะเพื่อจะได้แต่งเรื่องอื่นๆ รักนะคะ ขอบคุณมากๆที่เข้ามาอ่านกันและอ่านกันจนจบจริงๆ /นอนร้องไห้