SPAN(NIELONG) #2

 

 

“ไอ่หนุ่ม เลิกกดโทรศัพท์เล่นก่อนเถอะ”

“ทำไมอ่ะครับลุง”อ๋องที่กำลังจั๊มพ์ๆสไลด์ๆไอ่คุ้กกี้วิ่งได้ถามลุงกลับไปทั้งที่ยังงงๆ

“มัวแต่ก้มหน้าเอ็งก็ไม่เห็นธรรมชาติสวยๆกันพอดี”

เออว่ะ..

เหมือนว่าจากถนนใหญ่ที่ขอติดรถลุงมา ยิ่งออกนอกเมืองเท่าไรมันก็ยิ่งเส้นเล็กลงเรื่อยๆแถมความกันดานก็เพิ่มขึ้นจนกลายเป็นถนนลูกรังทั้งหมด นั่งมาที่สะท้านไปถึงม้าม

“นู่น เอ็งมองไปทางขวาสิ ไอหนุ่ม”

“โหหหหหหหหห สวยอ่ะลุง”

“เห็นไหมล่ะ ถ้าเอ็งมัวแต่จิ้มมือถือเอ็งก็ไม่ได้เห็นหรอก”

 

คนที่ยังตื่นเต้นกับภาพที่เห็นพยักหน้ารับ เขาตั้งใจจะหันไปเรียกแดนที่คงจะหลับอยู่ให้ลุกขึ้นมาดูวิวสวยๆด้วยกัน แต่สิ่งที่พบมีเพียงน้องเดซี่กีต้าร์สุดที่รักที่ตั้งพิงกระจกรถอยู่

 

ชิบละ..

ไอ่อ้วนมันหายไปไหนเนี่ย?

ไม่ใช่ว่าตกเขาตายไปแล้วนะเว้ย

“ลุงๆ! จอดก่อนได้ป่ะครับ เพื่อนผมมันหายไปไหนไม่รู้อ่ะ”

 

อ๋องหันกลับมาตบเบาะคนขับถี่ๆก่อนที่ลุงเจ้าของรถจะรีบเหยียบเบรกเมื่อมองไปหลังกระบะไม่พบร่างของเด็กหนุ่มอีกคนที่ควรจะอยู่ตรงนั้นจริงๆ

 

“เอ้า แล้วมันหายไปไหนเนี่ย ขึ้นเขามาตั้งหลายลูกไม่ใช่ว่ามันกลิ้งลงดอยไปแล้วนะ”

คำพูดของลุงแกยิ่งทำให้คนที่มัวแต่นั่งเล่นเกมในตอนแรกใจเสียหนักกว่าเก่า เพราะเขาจำได้รางๆว่าทางที่ขึ้นมาก็ลำบากพอดูทั้งชันทั้งขรุขระทำเอาพลังชีวิตในเกมหมดไปสองรอบได้ บางทีมันอาจจะหลับไม่รู้เรื่องกลิ้งตกรถไปตอนนั้น คิดแล้วก็รู้สึกผิดที่มัวแต่ก้มหน้าจิ้มมือถือไม่สนใจเพื่อนมันที่ยอมไปนั่งกับกะหล่ำแทนเขา

ร่างโปร่งแทรกตัวออกจากเบาะหลังทันทีที่ประตูฝั่งคุณป้าเปิดออก อย่างน้อยก็เผื่อว่ามันเพิ่งกลิ้งตกไปได้ไม่นานแล้วยังพออยู่ในระยะสายตา

ให้ตายสิกูเห็นภาพที่มันเด้งออกจากรถเลยเนี้ย

ถ้ามีก็โชคดีเกินไปแล้ว ถึงจะรู้ก็เหอะว่าไม่น่ามีมันอยู่แถวนี้ แต่ขอโชคดีหน่อยไม่ได้รึไง

 

มาเที่ยวกับไอ่เชี่ยนี่มีแต่เรื่องซวย ไม่น่าตกลงมากับมันแต่แรกเลยปัญหาของเขารึก็ไม่ใช่ มันตั้งใจจะมาพิสูจน์ใจตัวเองแค่นั้นแหละ เขาก็แค่ไกด์นำทางพามันมาตามรอยหนังที่มันดันไปถูกใจประโยคหนึ่งเข้า

 

‘แพกลางน้ำ ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ กลางคืนมีแค่แสงดาวกับผืนน้ำ โคตรเหงา แต่ก็ทำให้รู้ว่าเราคิดถึงใคร’

นั่นแหละ จุดเริ่มต้นของทริปแผงๆของมันครั้งนี้ แล้วดูแม่งดิ หายไปไหนเนี่ยทิ้งให้เขายืนเคว้งอยู่คนเดียวเฉยเลย
คิดว่ากูกลัวไหมสัด ที่มึงหายไปแบบนี้ ..

แม่ง..

“เหี้ย!”

 

 

อ๋องผละถอยหลังออกมาสองสามก้าว เมื่อกองกะหล่ำบนหลังกระบะอยู่ดีๆก็ขยับแหวกออกเผยให้เห็นเพื่อนตัวโข่งที่ลุกขึ้นมาท่ามกลางพวกผักใบเขียว พูดง่ายๆคือมันโผล่มาเหมือนเป็นพรายกะหล่ำที่สิงอยู่ในนั้นมาแรมปี

 

แดนทำหน้ากึ่งหลับกึ่งตื่นอยู่กลางกองกะหล่ำก่อนจะประมวลผลคำถามในสมองออกมาเป็นคำพูดจนสำเร็จค่อยกับละเมอตอนนอนเหมือนที่มันชอบทำบ่อยๆ

 

“ถึงแล้วหรอว่ะ”

 

“ไอ่เชี่ยอ้วน!”

 

“อะไร? เรียกทำไม กูตื่นแล้ว” มันอ้าปากหาววอดแล้วทำท่าจะลงจากรถทันที จนคนที่วุ่นกับการวิ่งไปมาตามหามันตะกี้ ยกมือขึ้นหยุดเพื่อนตัวเองแทบไม่ทัน

“ยัง มันยังไม่ถึงเว้ย เขาจอดรถตามหามึงนั่นแหละใครใช้ให้ไปนอนใต้กองกะหล่ำว่ะแม่งรู้ป่ะ เขาวุ่นวายกันหมดละเนี่ย” อ๋องเอ็ดใส่เพื่อนตัวสูง

“กูก็นอนเฉยๆนี่แหละตื่นมากระหล่ำท่วมตัวไปหมด งงสัดๆ”

“..นึกว่าแม่งกลิ้งตกดอยตายห่าเป็นผีเฝ้าข้างทางไปละ” ผมบ่นพึมพำกับตัวเอง

แต่ก็ไม่พ้นหูคุณลุงเจ้าของรถที่อยู่ข้างๆกันจนคนสูงอายุที่สุดตรงนี้หลุดหัวเราะใส่มิตรภาพแปลกๆของเด็กสองคน

“ตะกี้มึงว่าไงนะอ๋อง”

“อะไร้? กูไม่ได้พูดอะไร้เลยยย” ผมกรอกตามองบน

“เนียนตายหล่ะมึงบ่นอะไรตะกี้ ทำไมลุงเขาต้องหัวเราะใส่กูด้วยอ่ะ” มือหนาชี้หน้าตัวเองแล้วเอียงหัวถามแบบที่คิดว่าคิขุสไตล์สุดๆมึงคิดว่าตัวเองหน้าเหมือนหมีคุมะหรอไอ่สัด

“เปล่า กูแค่บ่นว่าแบบ.. เออ อากาศบนดอยแม่งหนาวจนกูเริ่มคัดจมูกละ เออ แบบเนี้ยะ”ผมทำท่าถูจมูกประกอบ ไม่อยากจะอวดว่าเรียนการแสดงมาตอนประถม

แดนเพ่งตามองคนที่แถข้างๆคูๆเล็กน้อยก่อนจะปล่อยผ่านไป เพราะรู้ว่าคนอย่างไอ่อ๋องถ้าไม่เต็มใจต่อบอกรีดให้ตายมันก็แถได้จนสีข้างผุพัง แต่ก็ไม่วายตอกมุกกลับหยอกมันแบบที่เขาชอบทำ

“แดกยาด้วยละกันนะครับมึง กูเป็นห่วง”

“อ..เออ รู้แล้วหน่า”มันเรียกอารมณ์หงุดหงิดกลบเกลื่อน คงเป็นเพราะท่าทางที่เหมือนไปไม่เป็นของมันไม่ใช่ภาพที่หาดูได้ง่ายๆ

“ฮ่าๆ เขินกูเหรอ~ ”

“เขินก็เหี้ยละครับมึง เอ้ยใช่ มึงดูวิวตรงนู้นดิ้ สวยมากอ่ะ คุ้มค่ากับที่เราแม่งบุกป่าฝ่าดงกันมาเลย”

“ไหน” คนที่ยังคงนั่งจุมปุกอยู่บนกองกะหล่ำหันไปตามที่เพื่อนตัวโปร่งพยักเพยิดให้เขามองตาม และสิ่งที่เขาพบเห็นคือ..

สวย..

ช่องเขาที่แหวกออกมาราวกับเป็นม่านที่ถูกเปิดออกเพื่อให้เผยความสวยงามของอ่างเก็บน้ำที่ถูกแสงอาทิตย์ยามเช้าตกระทบ สะท้อนแสงนวลอาบไปทั่วก้อนเมฆที่ลอยต่ำและหมอกที่ลงในยามเช้า

แดนอ้าปากค้างกระพริบตาช้าลงเป็นจังหวะราวกับว่ารอบตัวถูกกดปุ่มสโลวโมชั่นไปเสียอย่างนั้น ก่อนจะหันกลับมาหาอีกคนที่ยืนยิ้มให้กับภาพเดียวกัน

ยิ้มแบบโคตรจริงใจเลย ยิ้มให้ภาพพระอาทิตย์ขึ้นระหว่างช่องเขาในหน้าหนาวที่มันชอบนักหนา ดูมีความสุขจนอดจะยิ้มตามไปด้วยอีกคนไม่ได้

“ถ่ายรูปกันไหมมึง” คนที่อยู่ท่ามกลางกองกะหล่ำถามขึ้นเรียกให้คนที่ดื่มด่ำกับธรรมชาติไปชั่วขณะกลับมาสนใจสิ่งที่พวกเขาควรจะทำกันตั้งนานแล้ว

“เอ่อเนาะ มึงถ่ายดิ” คนที่เพิ่งได้สติยิ้มรับคำชวน

“กูไม่มีกล้อง มึงถ่ายดิ”

“เอ้า! กูก็ไม่มี..”

“เอ้า.. ไรว่ะ ปกติมึงพกกล้องไม่ใช่หรออยู่ชมรมถ่ายภาพของมหาลัยฯซะเปล่า” มันขยี้ผมตัวเอง

“เอ้า! ก็น้องแคนของกูทรายติดอยู่หน้าเลนส์ตั้งแต่ไปทะเลกับพวกแจฮวานละไง กูจะแบกขึ้นมาเหนืออีกทำเพื่อ? มึงไม่น่าพูดถึงน้องเลยอ่ะแดน มึงรู้ป่ะว่าไม่มีน้องกูเหงามือขนาดไหนนน ฮืออ” คนเคยค้า ม้าเคยขี่ กล้องเคยมี หายไปมันก็เหงาเหมือนกันนะเว้ย

ที่เขาไม่บ่นไม่ใช่จะไม่คิดถึงน้องแคนของเขาสักหน่อย รู้ไหมว่าพอตัดใจว่าจะทิ้งน้องไว้ที่หอของมหาลัยเขานั่งซึมไปสองวันเชียวนะ

“งั้นก็ไม่ต้องถงต้องถ่ายมันละไอ่อ๋อง เดินทางต่อกันเลยเหอะ”

สิ้นคำของเพื่อนรักใบหน้าของชเวยองแจที่เคยยิ้มกว้างเมื่อไม่ถึงนาทีก่อนก็มู่ทู่ลงทันตาแล้วพลิกตัวกลับตั้งท่าจะแทรกตัวกลับเข้าไปนั่งในเบาะหลังเหมือนเดิม

หากแต่เมื่ออุ่นที่มีรอยเหี่ยวย่นตามวัยดึงแขนซีดๆของเขาเอาไว้ก่อน คนที่ถูกดึงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนเอ่ยถาม

“ครับ? ลุงมีอะไรรึเปล่า”

“มีสิ ลุงจะให้พวกเอ็งไปถ่ายรูปกัน”

“..? แต่พวกผมไม่มีกล้องนะลุง”

“เออ ข้าได้ยิน หูยังดีอยู่ ข้าก็ไม่ได้จะให้พวกเองถ่ายด้วยกล้อง ข้าจะให้พวกเอ็งใช้ความทรงจำถ่าย แบบนี้..”

จบคำมือเหี่ยวย่นที่ถูกใช้งานมาจนด้านดำทั้งสองข้างก็ประกอบกันด้วยนิ้วชี้แล้วนิ้วโป้งทั้งสองข้างเป็นกรอบสี่เหลี่ยมขนาดใกล้เคียงกับรูปถ่ายแล้ววางทาบลงบนวิวสวยงามตรงหน้าในมุมที่ต้องการก่อนเจ้าของภาพถ่ายความทรงจำใบนั้นจะยิ้มออกมาอย่างพอใจ

“…” พูดไม่ออก

“เอ้า ยืนบื้อทำไม อุตส่าต์สอนก็ทำสิ!”

ผมที่ทำอะไรไม่ถูกได้แต่เออออไปตามที่ลุงผู้มีพระคุณสั่ง เอานิ้วโป้งและนิ้วชี้มาประกอบกันทั้งสองข้างเป็นรูปสี่เหลี่ยม มองออกไปที่วิวไกลสุดลูกหูลูกตา หลบไปมองเพื่อนที่ยืนอยู่ข้างๆที่ก็ทำท่าเดียวกันแถมยังเอาหน้าเข้าออกๆคล้ายกับการซูมภาพเข้าออก อินเกินเบอร์มากๆ ดูมันเล่นเป็นเด็กปัญญาอ่อนแบบนี้ก็เพลินตาดีอย่างว่าแหละเห็นคนมีความสุขก็ดีกว่าที่ต้องมองดูตอนมันเศร้าแต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากปลอบใจมัน ผมหันกรอบสี่เหลี่ยมมาที่เพื่อนตัวสูง

แช๊ะ..

ดีจริงๆที่ได้มากลับมึง

 

“แหนะ แอบถ่ายคนหล่อหรอครับ บอกเลยค่าตัวกูแพงนะ” มันหันมากระตุกยิ้มโง่ๆ โชว์เหนือมาทางผม มึงนี้ไม่ขัดฟีลกูพักนาทีนี่จะลงไปชักตายก่อนไหม

“ถ่ายหมา”

“อ้าว ด่ากูอีกละ”

“กูไม่ได้ด่ามึงแต่ถ้าจะเอาหัวมารับเองก็เชิญ”

“โอ้ยยยยยยยยยยยย นี่อ่ะนะสามโล!!” อ๋องโอดครวญก่อนจะยืดขาออกมาแล้วกำมือทุบลงไปแรงๆหวังไล่ความปวดเมื่อยที่เกิดขึ้นจากการเดินตลอดเช้าจนถึงบ่ายเข้าไปแล้ว

อย่าถามว่าทำไม.. เพราะอ๋องจะจี๊ดดด!

เพิ่งเข้าใจคำว่า ’กิโลแม้ว’ก็วันนี้แหละ..

พอพวกเขาลงจากรถคุณลุงที่ขึ้นไปส่งกะหล่ำให้หมู่บ้านแม้วก็พากันไปถามหาบ้านลุงหนานอ้ายที่ให้เช่าบ้านเรือนแพอยู่อ่างเก็บน้ำทันทีโดยมีไอ่แดนอาสาไปถามทางให้แล้วพวกนั้นก็พูดกันอยู่สักพักด้วยภาษาที่ผมฟังไม่เข้าใจ คือมันฟังยากกว่าที่ไอ่แดนชอบบ่นอยู่บ่อยๆซะอีก แล้วก็ได้ความมาว่า

‘พี่เขาบอกว่าเดินไปตามทางเดินตรงท้ายหมู่บ้านจะไวกว่าเดินเลาะถนนสายหลักว่ะ สักสามสี่โลก็ถึง’

แล้วขาจรอย่างพวกผมทั้งสองคนก็แบกสัมภาระขึ้นบ่ามุ่งหน้าไปตามทางทันที ผ่านไปได้สักพักก็เริ่มรู้สึกว่ามันแปลกๆ แค่สามกิโลทำไมมันไม่ถึงสักที ก้มลงดูนาฬิกาก็พบว่าเวลาผ่านมาจนเข็มสั้นจวนจะเกยเลขหนึ่งอยู่แล้ว เสี้ยวของอ่างเก็บน้ำยังมองไม่เห็นด้วยซ้ำ เลยหันไปถามเอาความกับคนที่เดินหอบอยู่ข้างๆแทน โชคดีที่ตอนนี้เป็นฤดูหนาวและอากาศบนดอยในภาคเหนือก็ค่อนข้างเย็นเลยทำให้อย่างน้อยมันก็ไม่เสียพลังงานจนต้องให้ผมแบกมันขึ้นหลัง

‘ไอ่อ้วนไหนมึงบอกสามสี่โลถึงไง นี่เราเดินข้ามเขามาสี่ห้าลูกแล้วนะเว้ย ’

‘หก กูนับอยู่ แฮ่ก.. เหนื่อยว่ะ ดีนะไม่ร้อนอีกไม่งั้นกูตายกลางป่าแน่อ่ะ’ มันว่าพลางยกน้ำในกระติกสีชมพูหวานแหววที่ดูกี่ที่ก็รู้สึกได้ถึงความตอแหลของมันขึ้นมากระดกดื่มแล้วเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

‘เออ กูสารภาพ กูก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเขาพูดว่าสามสี่โลหรือสามสิบโล..’

ไอ่ห่า.. ตึ๊บเลยว่ะ …

นั่นแหละสาเหตุที่พวกเขามาถึงบ้านลุงหนานอ้ายกันเอาป่านนี้..

 

บ้านของลุงหนานอ้ายอยู่บนเนินสูงที่มองลงมาเห็นอ่างเก็บน้ำกว้างสุดลูกหูลูกตาถูกล้อมกรอบด้วยภูเขาลาดที่ชาวบ้านแถวนี้ใช้เลี้ยงสัตว์ จากชานหน้าบ้านของลุงแกจะเห็นว่าน้ำจากอ่างเก็บน้ำจะถูกเชื่อมกับแม่น้ำปิงเพื่อส่งต่อไปยังเขื่อนใหญ่ด้านล่างซึ่งไกลอยู่พอสมควรไม่สามารถมองเห็นได้จะตรงนี้

 

“อ่ะนี่น้ำท่ากินกันซะ นี่พวกเอ็งคือไอ่หนูจากกรุงเทพฯที่โทรมาจองแพลุงไว้เมื่อสามวันก่อนใช่ไหม” ลุงหนานอ้ายยกสลุงเงินมาวางให้ที่โต๊ะไม้ข้างๆคนที่นั่งดัดหลังตัวเองอยู่กับเสาบ้านของลุงแก ทำให้คนตัวโปร่งชะงักทำหน้าเหวอไปเสียชั่วขณะเมื่อเขาไม่ได้เป็นคนโทรมาจองเรือนแพในวันนั้น

“อ่อใช่ลุง ผมเป็นคนโทรมาจองเอง” แต่เป็นอีกคนที่นั่งอยู่มุมตรงข้ามเอ่ยขึ้นมาแทน

“ดีๆไอ่หนุ่มหัวชมพู แพของเอ็งน่ะ ลุงเตรียมไว้ให้แล้วเดี๋ยวก็ขนของลงไปได้เลย ลุงจะไปเตรียมเรือยาวลากแพพวกเอ็งไปผูกไว้กลางแก่ง”

“ได้เลยลุง แล้วพวกอาหารการกินอ่ะพวกผมจะทำยังไง แถวนี้ก็คง..ไม่มีร้านสะดวกซื้ออ่ะนะ”

“ไม่ต้องห่วงไปเมียลุงจะทำให้ พวกเอ็งเขียนมาละกันว่าจะกินอะไร ข้าจะขับเรือเอาไปส่งให้วันละสามมื้อ”

“โหย ขอบคุณมากครับลุง” คนที่รู้ว่าตัวเองสบายแล้วหลังจากมีอาหารสามมื้อให้กินแม้จะอยู่กลางป่ากลางดอยแหกปากยิ้มอย่างเริงร่าจนน่าหมั่นไส้ ก่อนจะโดนมือเรียวข้างที่ยังว่างอยู่จากการแบกสัมภาระของไอ่อ๋องลากคอให้ไปช่วยกันขนของลงแพก่อนจะเย็นย่ำไปกว่านี้
ไม่ได้เป็นคนกระตือรือร้นอะไรหรอกนะ แต่เขาเหนื่อยมาก โคตรของโคตร แดนแม่งเป็นนักกีฬาบาสมันยังบอกว่าตัวเองล้าจนทุบๆบ่นๆตัวเองมาตลอดทางเลย แล้วกับคนที่ปกติหมกตัวอยู่แต่ในหอแกะคอร์ดกีตาร์กับเดินวัดแสงเตาะแตะถ่ายภาพเล่นไปวันๆอย่างเขาล่ะ?

สภาพแม่งเหมือนคนพยายามทรมาณตัวเองให้ตาย แต่ไม่ตาย..

 

ที่นอนอยู่ไหน

น้ำอุ่นๆอยู่ไหน

ผ้าห่มหนาๆให้ซุก

อ่า อากาศแบบนี้ต้องหลับสบายแน่ๆเลย..

“ไอ่อ๋องระวัง!”

“เห้ย..”

คนที่มัวเพ้อฝันถึงความฟินต่างๆนานาถึงกับร้องเสียงหลงเมื่อเท้าข้างหนึ่งของตัวเองตกลงไปในช่องของสะพานที่ไม้ไผ่แตกออกเป็นซี่ ครั้นจะดึงออกเศษไม้ไผ่ที่ว่าก็เหมือนจะรวมใจกับทั้งบาดทั้งแทงตีนเขาซะนี่

ซวยตั้งแต่ต้นทริปนะครับผม.. ไม่สิต้องบอกว่าซวยมาทั้งทริปเลยต่างหากถึงจะถูก

 

ลองขยับดูสักทีก็

แคร่ก..

 

ไอ่เหี้ยเจ็บ ฮือออ ร้องไห้ได้ป่ะ

ตอนนี้น้ำหนักกดทับจากสัมภาระยิ่งทำให้การเอาเท้าออกมาจากช่องนั้นช่างยากเย็น เพื่อนฝูงหรอ? หลังจากร้องเตือนมันก็กระโดดข้ามขาเดินดุ่มๆเข้าบ้านแพไปเฉ๊ยยย ไอ่เพื่อนชั่ว หน้าหมาแล้วยังใจหมาอีก!

หลังจากพยายามดึงๆอยู่นานก็หมดแรงแซนวิชเมื่อเช้า ทรุดนั่งลงกับสะพานแม่งเลย เสื้อผ้าในกระเป๋าก็โยนไว้ข้างตัวแบบส่งๆเว้นก็แต่น้องเดซี่กีตาร์สุดรักที่ยังเสียสละมือข้างหนึ่งไปกอดมันไว้ส่วนมืออีกข้างก็พยายามยืดไปแงะเท้าตัวเองให้หลุดออกมา ก่อนคนที่หายหัวเข้าไปตั้งนานจะเดินกลับมาหาตรงที่เดิม แม่งเพิ่งรู้ตัวรึไงว่ะว่าเพื่อนหายอ่ะ ไอ่เวรนี่

“ส่งกระเป๋ามาดิอ๋อง ทำหน้างอแล้วได้เหี้ยไรขึ้นมา เจ็บก็ทนหน่อย”

“มึงก็พูดได้ดิว่ะ มาลองเป็นกูไหมล่ะ?” คนที่ยังจัดการกับเท้าตัวเองไม่ได้เถียงขึ้นทันควันก่อนจะร้องงอแงเสียงดัง “อ้ากกกกก รองเท้ากูร่วงไปละอ่ะ คู่นั้นแพงด้วยนะ..”

“ช่างแม่งเหอะน่า เดี๋ยวกูให้ยืม แล้วก็ส่งกีตาร์ของมึงมาได้ละอ๋อง กูจะได้เอาไปเก็บให้”

“ไม่เป็นไรกูถือเดซี่เองได้ มึงแม่งช่วยกูออกไปก่อนดีป่ะ ขนของทำเชี่ยไร ของมันสำคัญนักรึไงว่ะ?”อ๋องเริ่มหงุดหงิดขึ้นอีกครั้งเมื่อคนที่มาด้วยกันไปให้ความสนใจกับของเสียมากกว่าสภาพของตัวเขา แต่อีกคนกลับไม่มีการตอบรับใดใดออกมานอกจากกลับเข้าไปเก็บของเท่าที่มีตามเดิมก่อนจะเดินออกมาอีกครั้งพร้อมอุปกรณ์ช่วยเหลือเพื่อนขี้บ่นที่ติดแหงกอยู่

“ไอ่ห่าอ้วน มึงเอาขวานมาทำไม!”

จะสับขากูเรอะ หรือจะถล่มสะพานเขา ไอ่สัส เว่อร์เกินงามมาก กูบ่นนี่แค่ให้มึงมาดึงกูขึ้นกูก็พอใจละนะ ถ่างรูไม้ไผ่ให้ยังไม่หวังให้มึงทำเล้ยยยย

“เงียบไปเหอะน่ามึงอ่ะ บ่นมากจริง มึงเป็นผู้ชายหรือว่าผู้หญิงวะเนี้ย แม่กูยังบ่นไม่เยอะเท่ามึงเลย”มันพูดพร้อมกับง้างขวานขึ้นมา

“มึงจะทำอะไร!?”

“เงียบเถอะน่า เจ็บนิดหน่อยนะ หนึ่ง … สอง…. ซั่ม !!”

 

เชี้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

 

TBC.

 

ps. ต้องเขียนให้จบ /สะกดจิตตัวเอง

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s